คุยกับ “สหายคำ” หมอฟันจำเป็น
50 ปี 6 ตุลา 19 “สังคมไม่ก้าวหน้าไปไหนเลย”
![]()
ชื่อของ “ทวีศักดิ์ ใยเมือง” คุ้นหูคุ้นตาคอการเมืองมาอย่างยาวนาน กับบทบาทการ์ตูนนิสต์ในเครือมติชนที่มีลายเส้นสะอาด เรียบง่าย แก๊กการ์ตูนมีอารมณ์ขัน โดดเด่นเรื่องล้อการเมือง และเสียดสีสังคม
ทวีศักดิ์ ใยเมืองย้ายถิ่นพำนักมาอยู่เขาใหญ่ตั้งแต่ปี 2549 เป็นการเติมฝันวัยเด็กที่อยากอยู่ใกล้ภูเขา เพราะบ้านเกิดมีแต่ทุ่งนา
ทวีศักดิ์ ใยเมือง เป็นชาวอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นเพชอบงานขีดเขียนตั้งแต่เด็ก เมื่อจบมัธยมจึงสอบเข้าเพาะช่าง ช่วงที่เรียนอยู่ในกรุงเทพฯ ชอบอ่านหนังสือ และอ่านข่าว ชอบการ์ตูนของ “ประยูร จรรยาวงษ์” เป็นพิเศษ เป็นแรงบันดาลใจให้อยากวาดการ์ตูนล้อเลียนสังคมการเมืองบ้าง
![]()
ช่วงที่เรียนเพาะช่าง เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 สร้างความตื่นตัวทางการเมือง รู้สึกฮึกเหิมจึงไม่เรียนต่อ เป็นยุคแสวงหา เริ่มอ่านวรรณกรรมมากขึ้น และเข้าร่วมขบวนการนักศึกษา กระทั่งเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ได้เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต จากครูสอนศิลปะก็หันไปเข้าป่าจับปืนสู้ที่เขตสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา
เป็นเวลากว่า 4 ปีในป่า กระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่าป่าแตก ทวีศักดิ์ยอมรับความพ่ายแพ้แล้วออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวัยสามสิบ ได้งานฝ่ายศิลปกรรมที่สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช และโรงแรมอิมพีเรียล จนสุดท้ายมาปักหลักอาชีพที่มติชน ตำแหน่งสุดท้ายในวงการสื่อสิ่งพิมพ์คือ “ผู้อำนวยฝ่ายโฆษณา”
ระหว่างที่อยู่มติชนได้แสดงฝีมือวาดการ์ตูนให้ “เสถียร จันทิมาทร” ได้ประจักษ์ นับจากนั้นก็กลายเป็นการ์ตูนนิสต์ในเครือเต็วตัว รวมระยะเวลา 40 ปีเข้าไปแล้ว
“ถ้าให้แนะนำคนอยากวาดการ์ตูนสมัยนี้ การ์ตูนมีหลายสไตล์ ให้หาสไตล์ตัวเองก่อน ของผมใช้เส้นน้อย ง่ายๆ เขียนครึ่งตัว ด้วยข้อจำกัดพื้นที่ เราจะเน้นสีหน้า เช่น ขมวดคิ้ว ยิ้ม หัวเราะ และที่เป็นเอกลักษณ์ของผม คือ การ์ตูนลงสีน้ำจริงๆ ขณะที่ที่อื่นใช้ดิจิทัลหมด แต่ผมยังใช้สีจริง เพราะชอบสีน้ำ อารมณ์สี”
![]()
ส่วนวิธีการเขียนการ์ตูน 3 ช่องนั้น สิ่งสำคัญต้องหาข้อมูล แล้วจับประเด็นมาเป็นการ์ตูน
“อย่างเรื่องสงครามอเมริกา อิหร่าน ผมเอาเรื่องวินมอเตอร์ไซค์ มาเขียนกระทบ โดยให้ช่องที่หนึ่งพูดว่า การใช้ความรุนแรงทำให้มีแต่คนบาดเจ็บล้มตาย ช่องต่อมาบอกว่า ตชด. ยิงมอเตอร์ไซค์ใช่ไหม ช่องสุดท้ายพูดว่า ไม่! อเมริกากับอิหร่าน คือเราเสียดสี แต่จะไม่ให้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง”
การ์ตูนนิสต์วัยเก๋า บอกอีกว่า ส่วนที่ยากที่สุดของการ์ตูน 3 ช่อง คือ ช่องที่ 3 เพราะต้องใช้เวลาคิดนานกว่าจะตบประเด็นได้อยู่หมัด
“เขียนการ์ตูน 3 ช่อง ก็เคยตันนะ คือ คิดประเด็นได้ แต่คิดแก๊กยาก แต่มันจะมีวินาทีสุดท้ายจนได้ ต้องคิดคำให้คนเข้าใจในเวลาสั้น และที่ยากที่สุดคือการหักมุม”
![]()
ปัจจุบัน ทวีศักดิ์ ใยเมือง อายุ 75 ปีแล้ว ยังคงทำงานวาดการ์ตูน และติดตามข่าวสารบ้านเมืองด้วยความกระตือรือร้นไม่ต่างครั้งยังหนุ่ม และแม้จะอยู่ในวัยเกษียณแล้ว แต่ยังมีผลงานในมติชนสุดสัปดาห์ และหนังสือทางอีสานรายเดือนให้แฟนๆ ได้ติดตามอย่างสม่ำเสมอ
นี่คือ เรื่องราวชีวิตที่เรียบง่ายแต่ยังคงสร้างสรรค์ของทวีศักดิ์ในปัจจุบัน
แต่หากย้อนกลับไปเมื่อครั้งเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ทวีศักดิ์คนนี้ คือ “สหายคำ” ผู้เป็นหมอฟันจำเป็น มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในป่ารอยต่อระหว่างไทยและมาเลเซีย
Khaoyai Connect พาย้อนเวลา พูดคุยกับสหายคำถึงเรื่องราวของวันวาน และมุมมองการต่อสู้ทางการเมืองในยุคปัจจุบัน เพื่อบันทึกห้วงเวลา 50 ปี บาดแผลทางการเมืองของประเทศไทย “6 ตุลาฯ 19” ที่นึกถึงทีไรก็เจ็บปวดไม่เลือนหาย
![]()
ชีวิตพลิกผันจากครูศิลปะสู่การเข้าป่าจับปืนสู้กับเผด็จการ
เราเริ่มตื่นตัวทางการเมืองมากในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ตอนนั้นเป็นครูสอนศิลปะ สอนชั้นประถม โรงเรียนย่านเยาวราช เหตุการณ์นั้นทำให้เราตื่นตัวทางการเมือง และเชื่อมั่นในพลังประชาชน เพราะก่อนหน้านั้นไม่มีใครเชื่อว่าจะโค่นล้มเผด็จการได้ ดังนั้น 14 ตุลา 16 ได้จุดประกายความคิดทำให้ประชาชนกล้าออกมาเผชิญหน้า เชื่อมั่นในพลังของชาวบ้าน และประชาชนทั่วไป
สำนึกทางการเมืองช่วงนั้นเป็นอย่างไร
คือ มันมีความกระหยิ่มใจ เร่าร้อนที่จะเข้าร่วมการต่อสู้กับเผด็จการ เพียงแต่ช่วงแรกมันยังไม่มีองค์กร เวลามีข่าวว่าตรงไหนมีการประท้วง เราก็มีจิตใจอยากจะไปร่วม อย่างที่เขาเดินขบวน 14 ตุลา มันจะมีหน่วยต่างๆ เช่น หน่วยฟันเฟือง หน่วยรักษาความปลอดภัย หน่วยรักษาพยาบาล เราก็พยายามหาเข้าร่วม ไปเป็นหน่วยฟันเฟือง จับมือเป็นการ์ดอะไรแบบนี้
พอหลัง 14 ตุลา อุณหภูมิทางการเมืองจะค่อยๆ ร้อนแรงขึ้น คนตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้นทุกวงการ โดยเฉพาะวงการผู้ใช้แรงงาน มีการสไตรค์ทุกวัน เพราะเมื่อก่อนการจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับนายทุนเป็นไปไม่ได้เลย ไม่มีใครกล้าคิดว่ากรรมกรจะสู้กับนายทุนได้อย่างไร หรือแม้แต่ในโรงเรียนที่ไม่เป็นธรรม ก็จะมีบรรยากาศของนักเรียนที่ออกมาต่อสู้
พอประเด็นการต่อสู้เริ่มมากขึ้น ตั้งแต่ผู้ใช้แรงงาน ความไม่เป็นธรรมต่างๆ ในสังคม จนก่อรูปเป็นขบวนการนักศึกษา มีกลุ่มย่อยเกิดขึ้นมากมายทุกมหาวิทยาลัย รวมถึงมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด นี่คือผลิตผลของ 14 ตุลา 2516
ทีนี้ช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ผมถูกให้ไปแฝงตัวเป็นภารโรงอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทำงานจัดตั้งเผยแพร่ความคิด
ความคิดอะไร
ตอนนั้นยังไม่มีคำว่าคอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยมนะ ความคิดในที่นี้ คือ ประชาธิปไตย ให้คนตื่นตัวในสิทธิ รู้จักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของตัวเอง
อยากให้เล่าช่วงเวลาที่ไปแฝงตัวที่กระทรวงศึกษาธิการ
ช่วงนั้นผมไปช่วยงานกลุ่มสหภาพแรงงานไทย ศูนย์ประสานงานกรรมกรแห่งชาติ พอดีกับที่กระทรวงศึกษาธิการหาภารโรง เขาก็ให้ผมไปสมัครเป็นภารโรง เงินเดือน 7 ร้อยกว่าบาท มีหน้าที่ทำความสะอาด เสิร์ฟกาแฟ แล้วกลายเป็นว่าผมเป็นภารโรงที่ฉลาดความจำดี เวลาอาจารย์ประชุมก็จำรายละเอียดได้ว่าใครกินกาแฟแบบไหนโดยที่ไม่ต้องถามซ้ำอีก
มีครั้งหนึ่งเอากระดาษในห้องประชุมมาวาดรูป อาจารย์มาเห็นก็แปลกใจว่าทำไมภารโรงคนนี้แปลกๆ คือ มีจิตสำนึก เพื่อนภารโรงด้วยกันนับถือ เป็นภารโรงแบบอย่าง ทำงานดี มีอัธยาศัยดี รับใช้อาจารย์ก็ดี ทำได้แค่ 4 เดือน เลยได้รับการยกระดับเป็นเสมียน กลายเป็นว่าเจ้านายไว้ใจภารโรงทวีศักดิ์มาก เลยบอกว่าให้เราหาภารโรงมาแทนโดยไม่ต้องผ่านการสัมภาษณ์ จากนั้นกระทรวงศึกษาก็ได้ภารโรงยอดเยี่ยมมาอีกคนหนึ่ง เมื่อก่อนเป็นนักดนตรีเล่นในแคมป์ฝรั่ง พอมาเป็นภารโรงก็ตั้งใจทำ แล้วมีความพิเศษคือ เล่นเปียโนได้ ก็จะเล่นเปียโนให้ข้าราชการฟังตอนพักเที่ยง แล้วยังไปสนิทกับฝรั่งนักวิชาการการศึกษาคนหนึ่งในกระทรวงด้วย แต่พอเกิด 6 ตุลา ความก็แตก เขาก็คงใจหายนะว่า นี่มีคอมมิวนิสต์มาแทรกซึมอยู่ในกระทรวงด้วย
![]()
เหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเข้าป่า
ตอนเกิด 6 ตุลา เราก็อยู่ไม่ได้แล้ว ตอนแรกกะว่าจะไปเอาของที่ทำงานวันที่ 7 ตุลา แต่มีน้องคนหนึ่งมาดัก บอกว่ามีตำรวจมาหา 2 คน เราก็เลยกลับบ้านไปหาที่ซ่อน ก็เจอว่าบ้านเช่าถูกค้น ยึดเอกสาร ยึดเครื่องมือเคลื่อนไหวไปหมด แสดงว่าข่าวกรองเขาดีมาก และเขาก็เก็บข้อมูลเรานานแล้ว ขนาดว่าตัวเราไม่ใช่คนเด่น ไม่ใช่หัว ไม่ใช่คนจับไมค์ เขาเก่งมาก เลยหลบไปบ้านญาติคนหนึ่งในสลัม ไม่ออกไปไหนเลย ซ่อนตัวอยู่ 10 วัน ก็มีเพื่อนในขบวนการมาส่งข่าวว่า วันที่ 29 ตุลา ให้ไปขึ้นรถไฟที่บางซื่อ สายใต้หาดใหญ่ โดยถ้าเจอคนรู้จักห้ามทัก ให้นั่งนิ่งๆ แต่ตอนขึ้นรถไฟปรากฎว่าคนที่เรารู้จักเต็มทั้งตู้เลย (หัวเราะ) เราก็นั่งนิ่ง ไม่กล้ากระแอม ไม่กล้ายิ้ม
พอลงแล้วจะมีคนมารับ ตอนนั้นก็คือเราอยู่ในขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แล้ว จะมีสายคอมมิวนิสต์พาไป
พอลงรถไฟก็มีสายมารับ เขาบอกให้สังเกตเด็กคนหนึ่งใส่รองเท้าผ้าใบไม่ผูกเชือก ให้เราเดินตามเด็กคนนี้ไป ไม่ต้องพูดอะไรกับเขา แล้วจะมีรถสองแถวมารับ ปรากฏว่าคนบนรถไฟที่เราเจอก็มาขึ้นสองแถวกันหมด (หัวเราะ)
ตอนนั้นมีความรู้สึกอย่างไร เพราะชีวิตต้องเปลี่ยนแล้ว
เราเตรียมใจไว้ก่อนหน้านี้ระยะหนึ่งแล้ว คือในขบวนการพอทำงานลึกขึ้น สถานการณ์มันสุกงอมมากขึ้น เราก็มีการวิเคราะห์กันว่าสักวันหนึ่งจะต้องถูกล้อมปราบแน่นอน แล้วเขาก็มาปราบวันที่ 6 ตุลา ก่อนหน้านั้นก็มีการวางแผนว่าถ้าถูกปราบจะทำอย่างไร
ความจริงเขาจะให้เราไปอีสาน เขานัดเราเวลาเที่ยงที่สะพานพุทธ โดยมีโค้ดว่า ที่หน้าโรงหนังเอ็มไพร์ ถ้าเจอคนใส่เสื้อสีขาวถือหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมีปากกาเหน็บที่กระเป๋าซ้าย ให้ไปทักว่าไปปราจีนหรือเปล่า ถ้าตอบว่าไปโคราชแปลว่าใช่ ถ้าตอบอย่างอื่นไม่ใช่ เขาให้เราท่องไปจำให้แม่น แต่ปรากฏว่าพอไปถึงสะพานพุทธมันเปิดพอดี ยกขึ้นสูงให้เรือผ่าน เรามาไม่ทัน เขาก็ไม่รอ เลยคลาดกัน ทีนี้ก็ต่อสายใหม่ให้ลงทางใต้ คือ สงขลา
ตอนนั้นพอลงจากรถไฟ ก็นั่งรถสองแถวไปอีกไม่ไกล ประมาณไม่ถึงชั่วโมง เป็นจุดใกล้ตัวเมืองหาดใหญ่ เรียกคอหงส์ ลงไปเจอป่าสวนยางพารา พอเข้าไปก็มีคนแต่งชุดทหารถือปืนเอ็ม 16 พูดจีนทุกคนเราก็งง ปรากฎว่าเป็นเขตเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ส่วนใหญ่เป็นจีนมาเลเซีย คือ เหมือนพรรคคอมมิวนิสต์ไทยไหว้วานให้พรรคพี่น้องบอกว่าจะมีสายนักศึกษามาลงรถไฟเที่ยวนี้ให้มารับ เขาก็ดูแลอย่างดี อาหารการกิน เปลี่ยนชุด รองเท้า เพราะเราต้องปลอมตัว อย่างผู้หญิงไม่เคยทาปากก็ต้องทา ผู้ชายที่ผมยาวก็ตัดสั้น เพื่อไม่ให้เป็นจุดเด่น เพราะเมื่อก่อนนักศึกษาฝ่ายซ้ายจะดูง่าย ผู้หญิงไม่แต่งตัว ผมกระเซิงกระเซอะ ใส่เสื้อม่อฮ่อมอะไรบ้าง แต่พอสถานการณ์นี้ต้องแต่งตัวเป็นผู้หญิงมากขึ้น ต้องทาปากใส่ส้นสูง ก็ขำกัน
จากป่ายางต้องเดินเท้า ใส่รองเท้าแบบชาวบ้าน จะได้ไม่ทิ้งรอยเท้าผิดสังเกต แล้วระหว่างทางเนื่องจากคนเมืองไม่เคยเดินทางไกล ก็ป่วย เท้าบวม สหายมลายาต้องแบกพวกเราไป ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนจุดไหน แต่เราก็ไม่ถาม ให้ไปเมื่อไหร่ก็ไป กินเมื่อไหร่ก็กิน เดินอยู่เกือบ 10 วันได้ ไปถึงค่ายทหารคอมมิวนิสต์มลายา เข้าไปในพรรคมีคนจีน 99% นอกนั้นสหายมุสลิมคนสองคน เป็นพื้นที่เขตอำเภอสะเดา ปัจจุบันเป็นที่ท่องเที่ยว ตอนนั้นทหารไม่เคยตีแตกเลยนะ เพราะเป็นถ้ำคอมมิวนิสต์ที่การทหารเข้มแข็งมาก อุโมงค์เขาเจาะลึก ในอุโมงค์ของก็มีพร้อมหมด
![]()
เข้าไปแล้วทำอะไร
ในป่าเรียกหัวหน้าว่าจัดตั้ง ทีนี้จัดตั้งเขาก็เรียกเราไปว่าจะส่งไปเรียนทำฟันที่กรุงเทพฯ คือ ในป่าเราชื่อคุณคำ เพราะเวลาเข้าไปข้างในทุกคนต้องเปลี่ยนชื่อหมด ผมเปลี่ยนเป็นชื่อสหายคำ เอามาจากตอนเด็กๆ ป้าชอบเรียกว่าบักก้อนคำ บักก้อนแก้วก้อนคำ เราก็จำ พอเขาให้เปลี่ยนชื่อไม่ต้องคิดเลย
เขาก็บอกว่า คุณคำผมจะส่งคุณไปเรียนทำฟันที่กรุงเทพฯ แบบนี้จะเรียกว่าทัศนจัดตั้ง คือ ต้องไปทุกแห่งที่พรรคต้องการ ให้ทำอะไรก็ต้องทำ เขาให้ไปเรียนหมอฟัน ผมก็ถามว่าทำไมต้องไปเรียนหมอฟัน เขาบอกเห็นคุณวาดรูปเก่งน่าจะทำฟันปลอมสวย ที่จริงตรรกะนี่ใช้ไม่ได้(หัวเราะ) แล้วเราก็อยากเข้ากรุงเทพฯ ด้วย เลยไปเรียน 6 เดือน แล้วหมอที่สอนก็เป็นหมอที่อยู่ในขบวนการคอมมิวนิสต์ไทย เวลาสอนก็ไม่ได้สอนทฤษฎี สอนแค่ถ้าจะถอนก็ให้ฉีดยาชา คีมแซะตรงนั้นตรงนี้แล้วถอน สอนทำฟันปลอม เขาก็ให้เราทดลองทำ อย่างเคสแรกถอนฟันคนตาบอด เป็นฟันที่กำลังจะหลุดอยู่แล้ว เพื่อให้เราเกิดความเชื่อมั่น
ผมเคยทำฟันปลอมเต็มปากให้ลูกค้าคนแรกชื่อเมาะจู เมาะแปลว่าแม่ เราทำฟันปลอมให้แกอย่างพิถีพิถัน แกฟันหลุดทั้งปาก พอเราใส่ฟันปลอมให้ ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าแกเดินยิ้มทั้งวัน ที่ไหนได้ ความจริงคือ มันไม่พอดี หุบปากไม่ได้ เราก็เอามาแก้ไข แต่ถือว่าชาวบ้านพอใจ ทั้งปากราคาพันนึง เราคิดแค่ต้นทุน ส่วนถอนฟันสิบบาท แต่เคสฟันปลอมเต็มปากทำแค่คนเดียว นอกนั้นซี่สองซี่ ส่วนใหญ่ทำงานถอนฟันมากกว่า ทำฟันปลอมน้อย
หน้าที่หมอฟันหลักๆ คือ 1.บริการสหายเป็นหลัก 2.มวลชน เราจะมีคลินิกที่เป็นเพิงมุงจาก มีเก้าอี้ที่ออกแบบเองทำเหมือนเก้าอี้ผ้าใบให้ยกสูงต่ำได้ แล้วเอากระสอบป่านมาสวมเป็นที่นั่ง แต่เครื่องมือมาตรฐานทั้งหมดนะ ไม่ว่าจะเป็นคีมถอน มีคีมหนึ่ง สอง สาม เราได้รับชุดเครื่องมือจากรุงเทพฯ ถือว่าสมบูรณ์ แล้วก็มีเครื่องปั่นไฟ
สิ่งที่เราทำจะมีขูดหินปูน กรอฟัน อุดฟัน บางคนฟันห่างก็ทำฟันปลอมเสริมให้ชิดกัน ทำได้ดีจนมีคนแซวว่าทำไมไม่เอาเครื่องมือมาใช้ทำมาหากิน ป่านนี้หมอคำรวยแล้ว(หัวเราะ) ตอนทำงานก็จะมีผู้ช่วยหมอฟัน ผู้ช่วยผมนี่จบพยาบาลสงขลานครินทร์นะ มาคอยช่วยหมอคำ หยิบคีมหนึ่ง คีมสอง เราเป็นหมอฟันคนเดียว ในหมู่บ้านทุกคนรู้จักหมอคำหมด บางทีวันหนึ่งลูกค้ามานั่งรอเต็มเลย
ราคาถอนฟัน 10 บาท ต้นทุนยาชา 5 บาท เราฉีดยาชาได้ ก็ฉีดเท่ากันหมด ไม่มีวัดความดัน มันก็เสี่ยงอยู่ แต่ว่าหมอที่สอนเราบอกว่าที่อันตราย คือ คนเป็นเบาหวาน เลือดจะไหลไม่หยุด เคยเจอครั้งหนึ่ง มีหญิงสาวมุสลิมคนหนึ่ง ตอนเช้าเราถอนไป ตอนบ่ายญาติกระหืดกระหอบมาบอกว่าเลือดไหลไม่หยุด ไปถึงเห็นเลือดเต็มใต้ถุนบ้าน พอดีตอนเรียนเขาให้ยาจีนห้ามเลือดที่ใช้ในกองทัพจีนมาด้วย เราก็เอาให้ไปกัด ก็หาย ตอนนั้นเสียววูบเลย
![]()
ทำหน้าที่หมอฟันอยู่นานแค่ไหน
ทำหมอฟันได้ประมาณปีหนึ่ง มันก็ถึงจุดที่ตอนนั้นเราเรียกว่าขบวนการคอมมิวนิสต์ล่มสลาย ทุกคนทยอยออกจากป่า หรือที่เรียกว่า ป่าแตก คืนป่าแตก ที่ออกมาไม่ใช่ถูกล้อมปราบ ไม่ใช่รัฐบาลขับไล่นะ แต่เราแตกกันเอง มันเกิดจากขบวนการคอมมิวนิสต์สากลแตกเป็นหลายส่วน ขัดแย้งกันในระบบคอมมิวนิสต์โลก จีนไปทาง รัสเซียไปทาง เวียดนามไปทาง คิวบาไปอีกทางหนึ่ง แล้วไทยจะไปทางไหน...
แล้วการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธเป็นเวลา 3-4 ปี ตั้งแต่นักศึกษาเข้าไปมันไม่โตขึ้น มันก็ผิดสังเกต คือ คนไม่พร้อมเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย คือ เราเอาโมเดลอย่างจีน คือ ใช้ชนบทล้อมเมือง อย่างที่ชาวนาจีนร่วมกับคอมมิวนิสต์จีน ชาวนาติดอาวุธรบกับเจียงไคเช็ค เพราะเป็นชาวนาจนมาก คนก็วิ่งหาพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อปฏิวัติ แต่ไทยไม่มีภาพแบบนั้น ผมอยู่ทางใต้ไม่มีใครเข้าป่าเลย แต่เขาเห็นด้วยกับเรานะ ช่วยเราซื้อของให้ เป็นมิตรกับเรา แต่เข้าป่าเขาไม่เอา คือ เขาไม่จน อย่างวัยรุ่นที่ขี้เกียจที่สุดถ้าอยากได้กางเกงยีนส์ กรีดยางแค่สองวันก็ซื้อกางเกงยีนส์ได้ หรือถ้าอยากดูหนังในตลาด ก็แค่เก็บขี้ยางขายก็ได้แล้ว แต่ไม่ได้มีบรรยากาศว่าวันนี้จะกินอะไร ประกอบกับระบบทุนที่พัฒนามากขึ้น อย่างในยุโรป และสแกนดิเนเวีย บอกว่าถ้าต้องการความเป็นธรรมในสังคม ต้องการให้เศรษฐกิจดี ไม่ต้องเป็นคอมมิวนิสต์ก็ได้ ก็ใช้รัฐสวัสดิการ อย่างสวีเดนคนอยู่ดีคนจนลด ทีนี้ก็จะปฏิวัติทำไม ดังนั้นแนวทางแบบนี้มันจึงผิด ก็เลยออกมาจากป่า ออกมาทำมาหากินกันอย่างที่เห็น
เข้าป่ารวมเบ็ดเสร็จก็ 4 ปีกว่า ทำหลายหน้าที่อยู่ แต่ที่เป็นหมอฟันคือ 1 ปี สุดท้าย
![]()
ก่อนเป็นหมอฟันทำอะไร
ทำหลายหน้าที่ ถ้าเป็นข้าราชการก็คือโยกย้ายไปหลายกรมกอง บางทีก็เป็นหน่วยการศึกษา สอนหนังสือให้เด็กในชนบทที่พ่อแม่เข้าป่าเป็นทหารป่า เราก็สอนเขา บางทีก็เป็นฝ่ายเศรษฐกิจ ดูแลหน่วยงานที่เราอยู่ อย่างเราอยู่ 30 คน ก็ต้องบริหารว่าเดือนหนึ่งต้องกินข้าวสารกี่กระสอบ ต้องฝากชาวบ้านซื้อข้าวสาร ตอนนั้นฝ่ายเศรษฐกิจ สหายคำจะมีเงินในเป้สองแสน เยอะนะเมื่อก่อน เราก็ต้องบริหารดูแลการอยู่การกินในค่าย ต้องฝากชาวบ้านไปซื้อ มีกะปิ มีเกลือ มีปลากระป๋องสำหรับคนป่วย ใครป่วยจะได้กินปลากระป๋อง พวกผักก็หาในป่า ปกติก็กินผัก หน่อไม้ หยวกกล้วย ไม่มีเนื้อสัตว์ ถ้ามีก็เป็นพวกค่าง ยิงเอา แต่ตอนหลังเขาห้ามยิง เพราะเราอยู่ใกล้เขตมุสลิม เขาถือ ถ้ารู้ว่าเรากิน เขาจะไม่ร่วมมือกับเรา หมูป่าเยอะมาก แต่ก็กินไม่ได้ ส่วนปลาพอมี
คือ ด้านการกินค่อนข้างจะอดอยาก บางทีก็สะอิดสะเอียน กินกันตาย แต่ด้านสุขภาพใจถือว่าดี คือ คอมมิวนิสต์เขาจะมีวิธีบริหารจิตใจคน อยู่ในป่าแทบไม่มีคิดเรื่องส่วนตัวเลย ตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง ตื่นมาก็เข้าแถว จะมีคนมาเวียนกันพูด อ้าว…พี่น้องหญิงชายทั้งหลาย ขณะที่เราอยู่ตรงนี้ พี่น้องเรายังอดอยาก กรรมกรถูกกดขี่ ทำให้เราฮึกเหิม มีการฝึกทหารทุกวัน ตอนเย็นมีฟังวิทยุเสียงคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จะมีข่าวที่เป็นบวกให้เรา เช่น ตอนนี้ทหารคอมมิวนิสต์ไทยจังหวัดน่านได้โจมตีทหารพราน มีทหารพรานตายไป 7 คน ก็เฮกัน แต่ที่เราตายเขาก็ไม่พูด ก็หล่อเลี้ยงจิตใจ เราจะมีงานบันเทิงเกือบทุกอาทิตย์ เช่นรำวง
![]()
สหายหลายคนเกิดความรักในป่า
ก็มีอยู่ หนุ่มสาว ปัญญาชน ชาวนา เป็นธรรมชาติมนุษย์ ถึงวัยเจริญพันธุ์ก็จะมีความรัก เพียงแต่เขามีหลักให้คิด เช่น เนื่องจากเราอยู่ในภาวะสงคราม เราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถ้ายังไม่มีคนรักยังไม่มีแฟนก็ไม่ต้องมี ถ้ามีแล้วอย่าเพิ่งแต่งงาน หรือถ้าแต่งงานแล้วอย่าเพิ่งมีลูก เป็นหลักให้คิด แต่จริงๆ ก็คือกีดกันนั่นแหละ สร้างกฎเกณฑ์ ห้ามสหายหญิงสหายชายจีบกันอย่างเปิดเผย หรือถ้าจะบอกรักกันให้ผ่านคนกลาง อย่างผมก็เป็นคนกลางให้หลายคู่ ก็นั่งต่อหน้ากันนี่แหละ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย วันหนึ่งนั่งประชุมอยู่ สหายชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เอ่อ คุณมะลินั่งก่อนนะ คุณคำนั่งอยู่ด้วย พอคนอื่นไปหมด ก็พูดว่า เอ่อ คุณคำผมอยากจะบอกเสนอรักคุณมะลิ คุณมะลิก็ตกใจ บอกว่าขอบคุณมากที่รู้สึกดีๆ ต่อดิฉัน แต่เนื่องจากดิฉันก่อนเข้าป่ามีคนรักอยู่แล้ว ตอนนี้ก็อยู่ในป่าทางภาคเหนือ คนพูดก็หน้าเสีย บอกไม่เป็นไรครับ แต่ผมอยากจะบอกถึงความรู้สึก พอตอนเย็นลงไปอาบน้ำในแม่น้ำ เขามาตบไหล่ผมว่าทำไมไม่บอกผมก่อน จะได้ไม่หน้าแตก คือนี่เป็นตามระบบ แต่ส่วนใหญ่จริงๆ ห้ามไม่ได้หรอก มันเป็นเสรีภาพ บางทีก็เขียนจดหมายถึงกัน
![]()
สภาพความเป็นอยู่ในป่าอยู่กันยังไง
หลักๆ จะมีเรือนนอน สหายชาย สหายหญิง นอกจากคู่แต่งงานก็มีบ้านอยู่ และสหายนำก็มีบ้าน มีทหารคนสนิทเป็นการ์ด แต่สหายทั่วไปก็มีเรือนนอน เรียกกระต๊อบชายกระต๊อบหญิง นอนเรียงกัน อาบน้ำในแม่น้ำ ขับถ่ายในส้วมหลุม แต่นี่ก็เป็นเรื่องสะอิดสะเอียนมาก แต่อยู่นานๆ ไปมันก็ชิน เวลาถ่ายหนักเราจะใช้ใบไม้เช็ด จริงๆ นะไม่ใช่เรื่องตลก แล้วพวกปัญญาชนเขาแยกไม่ออกว่าใบไม้มีพิษหรือไม่มีพิษ ไปหยิบใบไม้ที่มันทำให้คันก็มี กว่าจะชิน แต่เราก็ผ่านไปได้ คือ ก่อนเข้าป่ามันจะมีการเตรียมว่าต้องเจออะไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการกินการอยู่ กินผัก กินกลอย อาทิตย์หนึ่งถึงจะได้กินของหวานทีหนึ่ง ของหวานก็เป็นลูกเดือยต้มใส่น้ำตาลแค่นั้น
ตอนป่าแตกผิดหวังไหม
คือตอนนั้นมันสะสม ตอนปีที่ 3 เราเริ่มรู้แล้วว่าน่าจะไปต่อลำบาก ก็คิดในใจว่าทำไมกระแสการปฏิบัติมันตกต่ำ ทำไมไม่มีใครเข้ามาร่วม มีแค่ไหนก็แค่นั้น มีเพิ่มคนสองคน แล้วเนื่องจากพวกปัญญาชนมันคิดเป็น แต่ถ้าไปถามสหายนำที่ส่วนใหญ่เป็นชาวนาเขาจะไม่รู้ อย่างเช่น เราถามว่าทำไมจีนรัสเซียขัดแย้งกัน เขาตอบไม่ได้ คือ ระบบคอมมิวนิสต์เขาจะระดับชั้น ทุกอย่างชี้นำจากข้างบนอย่างเดียว แต่ปัญญาชนมันฝึกให้คิด ทีนี้พอเราดูสถานการณ์ภายนอกภายใน รวมถึงกระแสรัฐบาลที่เขาก็ทำงานมวลชนไปแก้ชนบทเรื่องน้ำบาดาล ประปา ไฟฟ้า เป็นสงครามช่วงชิงมวลชน มันทำให้สถานการณ์ไม่สุกงอมพอที่จะให้ประชาชนลุกฮือเข้าร่วมการปฏิวัติ นี่เป็นสาเหตุหลัก และการยกระดับของระบบทุนนิยมที่มีการพัฒนามากขึ้น คือเมื่อก่อนต้องกดขี่แรงงาน แต่ตอนหลังมีแรงกระตุ้นให้คนทำงาน ทำมากได้มาก มันแฟร์มากขึ้น
ทีนี้ก็มีคำถามว่า เป้าหมายปฏิวัติที่ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธเพื่อโค่นล้มอำนาจรัฐเก่า เพื่อจะสถาปนารัฐใหม่ที่ไม่มีใครถูกขูดรีด ที่ให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้นนั้น การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธน่าจะไม่ถูกต้องแล้ว ก็เลยกลับมาที่ซ้ายส่วนหนึ่งออกมาจากป่าก็มาต่อสู้ในสภา เป็นนักการเมืองหลายคน ตัวผมออกมาช่วงเดือนมิถุนายนปี 2524
![]()
ตอนนั้นมองอนาคตตัวเองอย่างไร
ตั้งแต่ก้าวแรกออกจากป่า ขึ้นรถไฟขบวนหาดใหญ่-กรุงเทพ ก็ถามตัวเองว่ามาจบตรงนี้ได้ยังไง หนึ่ง รู้สึกว่าโชคดีไม่ตาย สอง ยอมรับความจริงว่าแพ้ สาม เริ่มต้นชีวิตใหม่ สี่ ส่งข่าวบอกญาติให้แม่บอกว่าไม่ตายกลับมา
ออกมาได้เงินจากป่า 500 บาท ค่ารถไฟ ถึงบ้านกรุงเทพฯ เหลือ 200 บาท เราไปอาศัยกับเพื่อนวันสองวัน ตื่นเช้ามาไปซื้อหนังสือพิมพ์บ้านเมือง ดูคอลัมน์สมัครงาน เราเปิดดูแล้วก็เอาปากกาวงๆ นั่งรถเมล์ไปสมัครงาน เขาดูหน้าเราอายุ 30 ก็งงว่าอะไรสามสิบแล้วยังตกงาน หน้าตาก็มอมแมม คือ พวกออกจากป่าดูง่าย ตัวเหลือง ผิวคล้ำ มีแผลถลอกปอกเปิก ตอนนั้นไปสมัครหลายที่ แต่ไม่มีใครรับเลย พอจะรับๆ พร้อมกัน 3 บริษัท
สมัครงานประเภทไหนบ้าง
เราสมัครงานเกี่ยวกับทำแบบเสื้อ แต่ทำได้ไม่กี่วันบริษัทก็เจ๊ง ที่ทำได้หลายวันหน่อยก็ที่สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช เป็นฝ่ายศิลปกรรม ขณะเดียวกันก็ได้งานที่โรงแรมอิมพีเรียล ออกแบบศิลปกรรมเหมือนกัน พอดีงานโรงแรมกับสำนักพิมพ์คนละเวลา ก็เลยวิ่ง 2 ที่
สุดท้ายได้ที่มติชน ฝ่ายศิลปกรรมโฆษณา (ออกแบบโฆษณา) จริงๆ อยากมาอยู่กองบรรณาธิการ อยากทำศิลปกรรมข่าว แต่ตำแหน่งไม่ว่าง ตอนนั้นเขาก็ถามว่าคุณจะมาทำงานได้วันไหน คือ มติชนยุคโน้นจะเข้าใจคนออกจากป่า คนที่ดึงเราเข้าไปก็ออกจากป่าเหมือนกัน ชื่อ เสริม บุญวานิช เมื่อก่อนยุคโน้นคอมมิวนิสต์สักครึ่งกองมั้ง(หัวเราะ)
ผมอยู่ฝ่ายศิลปกรรมโฆษณา ก็ทำงานโฆษณา ออกแบบงานโฆษณา คือ สินค้าที่มาลงโฆษณาในเครือทั้งหมด ส่วนหนึ่งโฆษณาจะผ่านเอเจนซี เราไม่ต้องทำ แต่โฆษณาย่อยที่ไม่ได้ให้เอเจนซี่ทำ เราทำเอง พอปรับขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายศิลป์ ก็ไม่ได้ออกแบบแล้ว
![]()
เริ่มงานเป็นการ์ตูนนิสต์ได้ยังไง
มันเริ่มจากเหมือนคันไม้คันมือ มีวันหนึ่งมีข่าวเกี่ยวกับยันตระ ก็เขียนล้อยันตระให้พี่เถียร(เสถียร จันทิมาธร) ดู ตอนนั้นแกดูแลมติชนสุดสัปดาห์อยู่ พอเห็นเราวาดก็ถามว่า ลื้ออยากเขียนเหรอ จากนั้นก็เขียนต่อเนื่องจนปัจจุบันกว่า 40 ปีแล้ว และยังทำอยู่ งานเป็นสไตล์ล้อการเมือง ล้อเลียนสังคม
![]()
ล่าสุดได้รับรางวัลนราธิปในฐานะการ์ตูนนิสต์
ครับ รางวัลนี้เป็นรางวัลไม่ได้แยกประเภทงาน แต่เป็นรางวัลให้คนที่ทำงานด้านสังคมต่อเนื่องยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นนักการทูต เอ็นจีโอ นักวิชาการ นักอนุรักษ์ นักเขียน ไม่ได้แยกหมวด ตอนที่เขาแจ้งมา เขาพิจารณาว่านายทวีศักดิ์ยืนหยัดในสิ่งที่ทำมายาวนานสม่ำเสมอ และงานเป็นงานมีคุณภาพระดับหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นกำลังใจ มีคนเห็นคุณค่างานของเรา ที่ได้รับนี่เราไม่รู้เลย ไม่คิด ไม่ฝัน เราก็ทำงานของเรา ไม่เคยคิดว่าจะได้รับรางวัลอะไร ทำงานเลี้ยงตัวเองได้เราก็ถือว่าสุดยอดแล้ว
ผ่านมา 50 ปี 6 ตุลา คิดว่ามีเหตุการณ์นั้นส่งผลสะเทือนต่อความก้าวหน้าสังคมไทยอย่างไรบ้าง
ผมคิดว่าไม่ มันเหมือนการต่อสู้ทางประชาธิปไตย มันแย่ลงกว่าเดิมอีก ก็ไม่ได้บอกว่าขบวนการ 6 ตุลาผิดนะ มันคงมีหลายองค์ประกอบฉุดลง แต่มันก็ต้องมีคำตอบสักอย่างหนึ่ง ผมเชื่อว่าคนไทยต้องมานั่งจับเข่าคุยกันใหม่ เพราะดูแล้วตันไปหมด
คือ เราคิดตลอดเวลาว่าอยากเห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงดีขึ้น อยากเห็นคนไทยที่คุยกันได้แบบเพื่อน คิดต่างกันได้ นั่งกินเหล้ากันได้ แล้วกลับบ้านใครบ้านมัน แต่นี่อะไรมันจะฆ่ากันเลยไปดูสิในสังคมออนไลน์ ผมก็อยากเห็นการเมืองสร้างสรรค์ มีจิตวิญญาณเป็นประชาธิปไตย มีหลักง่ายๆ คือฟังซึ่งกันและกัน
แล้วมันก็สะท้อนในงานการ์ตูนผมเองด้วย ถ้าเป็นอารมณ์ขัน เราก็ไม่ได้ด่าเขาเป็นหมูเป็นหมา เพราะเขาเป็นคนเหมือนกัน คนไม่ชอบก็ไม่เป็นไร ผมรู้ว่าถ้าจะให้คนมันชอบ หรือกดไลค์มันต้องอ่านแล้วสะใจ แต่มันไม่ใช่เรา
![]()
บทความที่เกี่ยวข้อง: ทวีศักดิ์ ใยเมือง จากสหายคำสู่ “จุก ชายคา” การ์ตูนนิสต์ชื่อดังของไทย
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
