ทวีศักดิ์ ใยเมือง
จากสหายคำสู่ “จุก ชายคา” การ์ตูนนิสต์ชื่อดังของไทย
![]()
เด็กบ้านนอก ภารโรง และการแสวงหาความหมายของชีวิต
ในบ้านหลังหนึ่งที่โอบล้อมด้วยแมกไม้น้อยใหญ่ ถ้าจะระบุให้ชัดถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมบ้านหลังนี้ต้องเรียกว่า “เฮือนเกย” เป็นบ้านที่คงเอกลักษณ์อันโดดเด่นและกลมกลืนกับความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าเขาใหญ่ ชายวัย 75 ปีนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานกลางชานบ้านที่ต่อเกยกัน พู่กันในมือเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วบนกระดาษสีขาว ก่อนที่ตัวละครสองตัวจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากเส้นหมึกไม่กี่เส้น
ดูเผินๆ เหมือนเป็นงานง่ายดาย แต่กว่าการ์ตูนสามช่องหนึ่งตอนจะถือกำเนิดขึ้นได้ เจ้าของลายเส้นต้องผ่านการอ่านข่าว คิด วิเคราะห์ และตกผลึกประเด็นต่างๆ ในสังคมมาแล้วอย่างหนัก
หลายคนรู้จักเขาในนามปากกา “จุก ชายคา” นักเขียนการ์ตูนการเมืองที่อยู่คู่กับผู้อ่านมายาวนานกว่าสี่ทศวรรษ หลายคนรู้จักเขาในชื่อจริง “ทวีศักดิ์ ใยเมือง” หน้าที่การงานสูงสุดก่อนเกษียณเป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ส่วนเพื่อนๆ ของเขาอาจจะรู้จัดเขาในนาม “เสี่ยวี” มากกว่า เพราะการแต่งตัวที่มีเอกลักษณ์ ใส่เอี๊ยมทับเสื้อเชิ้ตอยู่ตลอดเวลา
แต่ก่อนจะเป็นใครต่อใครที่คนในหลายสังคมเรียกขาน เขาเป็นเด็กหนุ่มแสนธรรมดาที่เต็มไปด้วยไฟฝันจากอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ดั้นด้นเข้ากรุงมาเรียนเพาะช่าง เคยเป็นครูสอนศิลปะทั้งที่เรียนไม่จบ เคยเป็นภารโรงในกระทรวงศึกษาธิการ เคยเป็นนักเคลื่อนไหวแรงงาน และเคยใช้ชีวิตอยู่ในป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
เส้นทางชีวิตของ ทวีศักดิ์ ใยเมือง จึงไม่ต่างจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เพียงแต่ถูกเล่าผ่านสายตาของคนคนหนึ่งที่เคยเชื่อว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้
![]()
เด็กชายจากอุทุมพรพิสัย
ทวีศักดิ์ ใยเมือง เป็นชาวอุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีษะเกษ เขาแทบจะไม่อยากเชื่อตัวเองเลยว่าจะสามารถสอบเข้าวิทยาลัยเพาะช่างที่กรุงเทพฯ ได้ สมัยนั้นจะเข้ากรุงเทพฯ ต้องนั่งรถไฟไปอย่างเดียว และจินตนาการไม่ได้ออกด้วยซ้ำว่าเมืองฟ้าอมรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร แม้พ่อแม่จะเป็นข้าราชการครู แต่เขาก็ไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อน
“ผมรียนจบ ม.6 จากโรเงรียนกำแพง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีษะเกษ ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมแห่งเดียวในอำเภอ สมัยนั้นตอนผมสอบเข้าเพาะช่างได้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เหมือนเข้าโรงเรียนนายร้อย จปร. ได้เลย ผมเข้าเรียนวิชาเอกหัตถกรรม เป็นวิชาเอกที่มุ่งไปสู่การเป็นครูศิลปะโดยเฉพาะเลย”
โลกใบใหม่กำลังเปิดออกตรงหน้า
สำหรับหลายคน กรุงเทพฯ คือเมืองแห่งโอกาส แต่สำหรับทวีศักดิ์ กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งคำถาม เขาเห็นความไม่เท่าเทียมอยู่ทุกหย่อมหญ้า เห็นการเอารัดเอาเปรียบ และการแข่งขันไม่หยุดหย่อน
พอมาใช้ชีวิตในเมืองกรุง มุมมองและชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ยิ่งเมื่อได้อ่านหนังสือวรรณกรรมต่างๆ ที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศและนักเขียนหัวก้าวหน้าของไทยอีกหลายคน ทำให้เขามีคำถามกับตัวเอง
![]()
หนังสือเปลี่ยนชีวิต
ในรั้วเพาะช่าง เขาไม่ได้เรียนรู้เพียงเรื่องศิลปะ เขาได้พบกับโลกอีกใบที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน นั่นคือโลกของวรรณกรรม โลกของความคิด โลกของคำถามทางสังคมและการเมือง
“ผมอ่านวรรณกรรมเยอะเลย เริ่มมีเพื่อนอยู่ธรรมศาสตร์บ้าง และรู้จักนักคิดนักเขียน เช่น สุรชัย จันทิมาธร หรือหงา คาราวาน ก็เริ่มเข้าขบวนการแสวงหา ใจเราก็เอนเอียงไปทางนั้น เลยเรียนได้แค่ครึ่งทาง แต่ที่ไม่เรียนต่อไม่ใช่ว่าเพราะเหตุผลทางด้านการเมืองอย่างเดียว แต่ด้วยสภาวะทางบ้านที่ขัดสนด้วย เพราะว่าตอนนั้นพ่อเสีย แม่คนเดียวต้องส่งลูกหลายคนเรียนด้วย ผมก็เลยไม่เรียนต่อ”
![]()
ครูศิลปะผู้เริ่มมองเห็นโลกอีกด้าน
ความรู้ที่เขาพอได้มาบ้างจากรั้วเพราะช่างถึง 3 ปี ก็ยังช่วยหางานให้เขาได้จุนเจือตัวเอง โดยไปทำงานเป็นครูสอนศิลปะอยู่ที่สมาคมเตี่ยเอี้ย หรือโรงเรียนสมานศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนของคนจีนแถวเยาวราชอยู่ถึง 3 ปี
ชีวิตดำเนินไปอย่างเรียบง่าย กลางวันสอนเด็กวาดรูป กลางคืนอ่านหนังสือ แต่ยิ่งอ่านมากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าคำถามในใจมีมากขึ้นเท่านั้น ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง ขบวนการนักศึกษาเริ่มเคลื่อนไหว แรงงานเริ่มเรียกร้องสิทธิ ชาวนากำลังตั้งคำถามต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และทวีศักดิ์เองก็กำลังค้นหาคำตอบบางอย่างเช่นกัน
ภารโรงผู้มีภารกิจลับ
“ผมเข้าไปร่วมกับศูนย์ประสานงานกรรมกรของเทิดภูทิ ใจดี และเทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ (ยุค ศรีอาริยะ) ตอนนั้นผมลาออกจากอาชีพครูแล้ว และเริ่มทำงานการเมืองจริงจัง พรรคพวกส่งผมไปเป็นภารโรงอยู่กระทรวงศึกษาธิการ ถูพื้น ล้างห้องน้ำอยู่ที่นั่น ตอนนั้นมีเป้าหมายก็เพื่อไปจัดตั้งแรงงานในกระทรวง”
ความที่รักในศิลปะ แม้มือจะละเทอะไปบ้างก็ยังวาดรูปได้ดี แม้จะทำงานลับแบบจริงจัง แต่เขาก็อดที่จะแสดงความสามารถด้านศิลปะออกมาไม่ได้
“ตอนนั้นผมยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคฯ นะ ยังเป็นแค่สันนิบาตเยาวชนแห่งประเทศไทย หรือ ส.ย.ท. เท่านั้น แม้จะเป็นแค่ภารโรง แต่คนในกระทรวงเห็นว่าผมพอที่พอวาดรูปได้ เพราะมีมีคนมาเห็นฝีมือตอนวาดรูปเล่น เขาก็เลยเสนอตำแหน่งเสมียนให้ เป็นลูกจ้างชั่วคราวเงินเดือน 800 บาท ได้รับมอบหมายให้เขียนการ์ตูนให้วารสารชาวบ้านที่มี ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง เป็นคนดูแล ตอนนั้นผมเป็นภารโรงที่ดังมากเลยนะ จำได้ว่าคุณหญิงอัมพร มีสุข อธิบดีกรมวิชาการในสมัยนั้น ถึงกับมาขอดูตัวเลยว่าคนไหนคือภารโรงที่ว่าวาดรูปเก่ง หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ณ์ 6 ตุลาฯ ก็เลยความแตก ทุกคนเลยรู้ว่ามีคอมฯ มาแฝงตัวอยู่ที่นี่”
![]()
วันที่โลกเปลี่ยนไป
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ประเทศไทยเปลี่ยนไป สำหรับใครหลายคน เหตุการณ์นี้อาจจะเป็นเพียงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ และสำหรับใครอีกหลายคน อาจจะคือบาดแผลทางประวัติศาสตร์ แต่สำหรับคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่ง นี่คือจุดเปลี่ยนของชีวิต ...รวมถึงชายชื่อทวีศักดิ์ ใยเมือง
เขาก็ไม่ต่างจากนักศึกษาฝ่ายซ้ายทุกคนที่หันเข้าป่าไปจับปืนสู้ แต่ดูเหมือนชีวิตของเขาจะมีแก๊กหักมุมเหมือนการ์ตูนอยู่เสมอ พอเจอเรื่องจริงจังและคอขาดบาดตายเมื่อไร ก็มักมีเรื่องที่มีสีสันอื่นๆ มาแทรกและซัดพาชีวิตไปอีกทางหนึ่งเสมอ ซึ่งอาจจะด้วยเพราะความเป็นศิลปินที่มักมองโลกในแง่ดีอันเป็นเลือกเนื้อที่แท้จริงของเขาก็เป็นได้
“ผมลงใต้ไปอยู่สงขลาเลยนะ อยู่ที่เขาเจ๊ะเทะ ไปไกลกว่าเพื่อน อยู่ในแวดล้อมของชาวมุสลิมเลย ผมอยู่ได้สักพักเขาก็จัดตั้งกองทัพปลดแอกมุสลิมไทย อยู่ในป่าทุกคนจะเรียกผมว่า “สหายคำ” สาเหตุเพราะป้าของผมมักเรียกผมว่า “บักก้อนแก้วก้อนคำ” ซึ่งเป็นคำอีสาน ผมอยู่ที่ใต้ 4 ปี จนเกือบพูดภาษาท้องถิ่นได้ หน้าที่หลักของผมคือเป็นหมอฟัน”
นี่แหละครับชีวิตอันผกผันของเขา จากเด็กบ้านนอกมาเป็นครูโรงเรียนจีน จากภารโรงปลอม จับพลัดจับผลูมาเป็นหมอฟันปลอม แม้ไม่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ แต่เขาก็เคยเรียนศิลปะมาก่อน (ฮา)
![]()
สหายคำ หมอฟันกลางป่า และความฝันของคนหนุ่ม
“เขาส่งผมขึ้นมาเรียนเป็นหมอฟัน (หัวเราะ) กลับมาที่กรุงเทพฯ มาเรียนทำฟันกับหมอฟันคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ หลังจากร่ำเรียนแบบลับๆ จนรู้เรื่องหมดแล้วก็กลับมาที่สงขลา เปิดคลินิกในเขตที่มั่นคงนั่นแหละ สร้างเป็นประรำขึ้นมา มีเสื้อกาวน์ใส่ภูมิฐานอย่างดี แต่ว่าไม่ใช่สีขาวนะ เพราะว่าอยู่ในป่ามันเปื้อนแล้วซักออกได้ยาก ก็เลยใส่สีฟ้า จำได้เลยว่าถอนฟันให้คนในชนบทง่ายมาก เพราะว่าแต่ละคนฟันผุจนจะหลุดกันอยู่แล้ว ที่ต้องใช้ฝีมือหน่อยก็คืออุดฟัน จำได้ว่าค่าถอนฟัน 10 บาทเท่านั้น เป็นค่ายาชา 5 บาท อีก 5 บาทเอาเข้าพรรคเป็นเงินบำรุงกองทัพ จริงๆ ผมไม่ธรรมดานะ ทำฟันได้เหมือนหมอจริงๆ ทุกอย่าง ทำฟันปลอมเป็นซี่ๆ ก็ได้ ทำแบบทั้งปากก็ได้ กรอฟันเป็น เสริมฟันได้ เตียงหมอฟันผมก็ทำเอง ผ้าคลุมหน้าก็ตัดกระสอบป่านเอามาทำ ชาวบ้านที่นั่นเรียกผมว่า “เบ๊าะมอยีกี” บางคนก็เรียก “ยีกีคำ” ไม่มีใครสนหรอกว่าผมเป็นหมอจริงหรือไม่ แต่ผมรักษาได้ แล้วทุกคนก็พร้อมใจกันเรียกผมว่า “หมอ” แต่ถึงผมจะปลอมนะ แต่พยาบาลนี่ของแท้เลย เพราะมาจากพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คอยช่วยหยิบคีม 1 คีม 2 ผมเป็นหมอฟันอยู่ปีเศษ”
สหายตุล
อดีตทั้งหมดถูกฝังกลบไปพร้อมกับเครื่องมือทันตแพทย์รุ่นโบราณที่ไม่อาจใช้การได้อีกต่อไป... การมาเข้าค่ายในครั้งนี้ก็ไม่ได้เสียเปล่าซะทีเดียวนัก เพราะวันคืนสู่เมือง เขาไม่ได้ออกมามือเปล่า แต่มี “สหายตุล” จูงมือกันออกมาด้วย เธอเป็นสาวลูกจีนหน้าตาขาวๆ ก่อนเข้าป่าเรียนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งทั้งคู่ครองชีวิตกันมาจนถึงปัจจุบัน
“เข้าไปหนึ่ง แต่ออกมาสอง” (หัวเราะ) “ผมภารโรง ส่วนเขาเป็นสาวรัฐศาสตร์”
![]()
วันที่ความฝันเริ่มเปลี่ยนรูป และบทชีวิตใหม่
หลังจากจบการศึกษาป่า เขาก็กลับเข้าสู่ระบบชีวิตปกติ เปิดหน้าแคลสซิไฟลด์ในหน้าสือพิมพ์บ้านเมือง มองหางานผ่านประกาศที่ลงเต็มไปหมด ตอนนั้นอายุ 30 ปีแล้ว ตัวก็ดำๆ คล้ำๆ เพราะไปอยู่ป่าเขามานาน ไปสัมภาษณ์งานที่ไหนเขาก็ถามว่า ทำไมอายุขนาดนี้ยังมาเดินหางาน แต่ก็ใช้เวลาไม่นานเขาก็ได้เริ่มชีวิตการทำงานใหม่ที่ใช้ความสามารถเต็มที่โดยไม่ต้องแฝงตัวอีกต่อไป โดยที่แรกคือโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จากนั้นก็ย้ายไปอยู่ฝ่ายศิลปกรรมของโรงแรมอิมพีเรียล ของอากร ฮุนตระกูล และสุดท้ายก็ย้ายมาอยู่ที่บริษัทมติชนตามคำแนะนำของ “เสริม พูนพานิช” เจ้าของโรงพิมพ์พิมพ์ดี
“สมัยนั้นคุณขรรค์ชัยถือว่ามีคุณูปการต่อคนที่ออกมาจากป่ามาก เขาไม่ได้รังเกียจ แถมเข้าทำงานโดยไม่ได้กรอกเอกสารสมัครงานอะไรเลย เขาเชื่อใจว่า กล้ามาสมัครงาน ก็ต้องรู้กระบวนการทำงานแน่นอน ก็รับทันที จริงๆ ผมอยากอยู่กองบรรณาธิการ เป็นผู้ช่วย หรือทำภาพประกอบ แต่ว่าเขามีคนอยู่แล้ว เลยต้องไปทำงานที่ฝ่ายโฆษณา และก็อยู่แผนกนั้นที่เดียวจนเกษียณ”
และนี่คือจุดเริ่มต้นในฐานะการ์ตูนนิสต์ของทวีศักดิ์ ใยเมือง...
![]()
กำเนิด "จุก ชายคา"
“ตอนแรกผมอยู่ฝ่ายออกแบบศิลปะโฆษณา ตอนหลังค่อยได้เป็นผู้อำนวยการ จำได้ว่าตอนนั้นข่าวยันตระกำลังดัง ก็เลยลองเขียนการ์ตูนเสนอเสถียร จันทิมาธร ซึ่งตอนนั้นเป็นบรรณาธิการมติชนสุดสัปดาห์ แกก็บอกว่าเอาเลย เขียนอีก ก็เลยได้เป็นการ์ตูนนิสต์ตั้งแต่นั้นมา ต่อมาประพันธ์ ผลเสวก ก็ให้ไปเขียนในนิตสารเทคโนโลยีชาวบ้าน และปัจจุบันก็ยังเขียนให้กับนิตยสารทางอีศาน”
ถ้าใครที่เป็นแฟน “จุก ชายคา” จะเห็นว่าเส้นสายและสีสันผลงานของเขาไม่เหมือนใคร ตัวการ์ตูนใช้เส้นไม่มาก และมีคาแร็กเตอร์ชัดเจน มีตัวละครหลักอยู่สองถึงสามตัวเท่านั้น แต่หลักๆ มีตัวละครที่ซีเรียสและตัวที่เป็นตัวตบมุข นานๆ จะมีตัวที่สามโผล่เข้ามาช่วยเล่าเรื่อง เพราะแค่สองตัวก็เอาอยู่แล้ว ส่วนสีสันนั้นผู้อ่านจะเห็นได้ว่า “จุก ชายคา” ใช้สีน้ำในการระบาย ไม่ได้ใช้การลงสีในคอมพิวเตอร์แต่ประการใด ตั้งแต่เริ่มต้นวาดประจำจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเสน่ห์ของสีน้ำเช่นเดิม
“ผมรู้สึกว่าสีน้ำถูกโฉลกกับตัวเอง ก็เลยจับสีน้ำอย่างเดียว ไม่เคยเขียนสีน้ำมันหรืออะคริลิคเลย ที่ชอบสีน้ำก็เพราะมันมีความชุ่มฉ่ำ แม้ว่าจะเขียนยากกว่าสีชนิดอื่นก็ตาม แต่ผมก็ทำทุกวันจนสามารถควบคุมได้อย่างใจ ส่วนการวาดเส้นการ์ตูน ไม่ร่างเลย ในช่วงแรกๆ เคยร่างเส้นเหมือนกัน แต่พอเรามาลงปากกาตามรอยดินสอ ปรากฏว่าเส้นมันแข็ง ผมก็เลยเลิกร่างแบบ วาดสดทุกครั้งตามสิ่งที่คิดไว้ในหัว และทำแบบนี้จนชินมือ”
สิ่งที่ยากกว่าการวาดการ์ตูนก็คือการคิดเรื่อง เขาต้องอ่านข่าวดูข่าว ประเด็นไหนกำลังร้อนแรง เรื่องไหนน่าติดตาม ต้องวิเคราะห์ให้ออก จากนั้นก็มานั่งคิดให้ตกผลึกว่าจะเล่าเรื่องแบบไหน จะตบมุขอย่างไร แก๊กจะซีเรียสหรือว่าตลกชวนหัว และจะใช้ถ้อยคำอย่างไรในสั้นที่สุด กระชับที่สุด และสื่อถึงใจความหลักได้อย่างตรงประเด็น ดังนั้นกระบวนการในการทำการ์ตูนที่ผู้อ่านเห็นว่ามีเพียงไม่กี่ช่องนั้น แม้จริงแล้วผ่านการเคี่ยวกรำกับตัวเองมาแล้วอย่างหนัก
“ปกติผมจะส่งการ์ตูนทุกวันพุธ เราก็ต้องคิดไว้แล้วให้ได้ตั้งแต่ตอนกลางคืน หรือยังคิดไม่ออก เช้ามาก็เปิดข่าวดูอีกที ซึ่งบางทีก็อาจจะได้ประเด็นที่เพิ่งมาใหม่ ซึ่งพอเราได้ประเด็นแล้ว ก็ต้องมาคิดต่อว่าจะเอามาล้อเลียนยังไง และก็ต้องให้มันขำนิดๆ ด้วย ซึ่งตอนตบท้ายยังไงนี่แหละยากที่สุด พอคิดทุกอย่างจบ ผมเขียนการ์ตูน 5 นาทีก็เสร็จแล้ว แต่ว่ากระบวนการคิดนี่แหละที่นาน จริงๆ ผมก็เกรงใจผู้อ่านเหมือนกันนะ เพรางานผมทำง่ายเหลือเกิน (หัวเราะ)”
ถึงปัจจุบัน นามปากกา “จุก ชายคา” อยู่กับผู้อ่านมา 40 กว่าปีแล้ว เขาเองก็เช็กกับบรรณาธิการอยู่เสมอว่ายังมีคนอ่านอยู่ไหม ยังร่วมสมัยอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่มีเมื่อไรก็บอกกันได้ วึ่งเขาก็พร้อมจะหยุดเสมอ แต่ทว่าบรรณาธิการไม่เคยปฏิเสธผลงานของเขาเลย นั่นเท่ากับแสดงว่ายังมีผู้อ่านต้อนรับผลงานของเขาอย่างดีเสมอมา
![]()
ตัวละครที่ไม่เคยแก่
“การ์ตูนของผมหลักๆ มีสองตัว ตัวแรกคือผมเอง อีกตัวคือสุพจน์ (สุพจน์ แจ้งเร็ว อดีตบรรณาธิการนิตยสารศิลปวัฒนธรรมที่สนิทกัน) ส่วนใหญ่ผมจะให้สุพจน์ชวนผมคุย แล้วผมก็จะตอบสุพจน์ แล้วช่องที่สามก็จะหักมุมหน่อย วาดปากให้ดูเหมือนเยาะเย้ยนิดๆ ทำว่านี่ไง เรื่องมันเป็นแบบนี้ แล้วตัวผมก็จะบอกว่า “ฮึ” ประมาณว่าจริงเหรอเนี่ย การ์ตูนสามช่องสไตล์ของผมเป็นแบบนี้เลย เห็นไหมว่าวาดไม่ถึง 5 นาที ก็เลยเกรงใจผู้อ่าน” ทวีศักดิ์พูดไปวาดไป เพื่อแสดงให้เห็นว่ามือเขาแม่นในคาแร็กเตอร์แค่ไหน และยังวาดได้รวดเร็วราวกับมือของคนหนุ่ม
“ที่ผมเลือกเอาสุพจน์มาเป็นต้นแบบตัวละครก็เพราะหนึ่งคือสนิทกัน สองคือเขามีบุคลลิกเป็นนักวิชาการ และดูขี้โมโหง่าย การแต่งตัวก็เนี้ยบไม่เคยเปลี่ยนแปลง หวีผมเรียบแปล้ ใส่แว่นตา และถือกระเป๋าเจมส์บอนด์ บุคลิกเขาเป็นที่จดจำง่าย ผมก็เอาเขามาวาด ส่วนใหญ่ก็จะวาดให้คิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา แต่ก่อนมีตัวละครชื่อประยงค์อีกตัว แต่เลิกเขียนไป เพราะตัวละครสามตัวทำให้เล่นมุขยาก”
ผลงานที่สั่งสมมายาวนาน และมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ทำให้นักศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามโทรศัพท์มาสัมภาษณ์เพื่อศึกษาวิจัยผลงานของเขาทำเป็นวิทยานิพนธ์
“เขาถามว่าแนวทางการ์ตูนของผมเป็นแบบไหน ผมก็ตอบเขาไปว่าเป็นแนวล้อเลียนสังคม สะท้อนการเมือง จุดยืนการ์ตูนของจุก ชายคา คือ ไม่ก้าวร้าว เป็นมิตร ล้อเลียนได้ แต่ก็ไม่ได้ข้ามเส้นมากจนเกินไป คนที่ถูกล้อเลียนก็อาจจะเคืองนิดหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับโกธรจัด เพราะไม่ได้ไปด่าพ่อล้อแม่ใครแบบนั้น นอกจากการที่เราคอยมองตัวเองอยู่เสมอแล้ว เราก็ต้องคอยฟังเสียงสะท้อนจากกองบรรณาธิการด้วย เพราะหากการ์ตูนเรากระทบคนที่ถูกพาดพิงจนเกินไป ก็อาจจะส่งผลต่อการทำงานของกองบรรณาธิการได้ อาจจะกระทบกับยอดโฆษณาได้ ในเมืองไทยเครือมติชนก็ถือได้ว่ามีมาตรฐานการทำงานที่สูง เปรียบกับมวยก็เป็นเวทีราชดำเนิน เราได้ต่อยที่นี่แล้วก็ต้องพยายามรักษาชื่อเสียงเอาไว้ให้ได้”
![]()
แรงบันดาลใจของ “จุก ชายคา”
สำหรับแรงบันดาลใจในการทำงานสร้างสรรค์สายนี้ เขาไม่ปฏิเสธเลยว่า “ชาร์ลส์ เอ็ม. ชูลซ์” ผู้เขียนเรื่องพีนัทส์ (Peanuts) ที่มีตัวเอกเป็นสนูปปี้คือหนึ่งในนั้น อีกเรื่องหนึ่งที่เคยอ่านและชอบก็คือ “การผจญภัยของแต๋งแต๋ง” (The Adventures of Tintin) เขียนโดย จอร์จ เรมี ส่วนนักเขียนการ์ตูนไทยที่ชื่นชอบก็คือ “ประยูร จรรยาวงษ์” ต่อมาก็ “ชัย ราชวัตร” ขณะเดียวกันวรรณกรรมคลาสสิกอีกหลายเล่มที่ขับเคลื่อนชีวิตเขามาตลอดก็ส่งผลต่อวิธีคิดและการทำงานอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น “ปีศาจ” ของเสนีย์ เสาวพงศ์ เขาออ่านแล้วอ่านอีกจนอยากเป็น “สาย สีมา” อยากเป็น “จันทรา โนนดินแดง” อ่านเรื่อง “แม่” ของแม็กซิม กอร์กี้ อ่านอีกหลายเรื่องของ “จอห์น ไสตน์เบ็ก”
ทุกวันนี้ ทวีศักดิ์ ใยเมือง เรียกได้ว่าเป็นนักเขียนการ์ตูนช่องเพียงไม่กี่คนของประเทศนี้ และยังคงผลิตผลงานอย่างต่อเนื่อง ยังส่งการ์ตูนทุกวันพุธ ยังติดตามข่าวสารบ้านเมือง ความคิดความอ่านจึงยังแจ่มชัด ยิ่งเมื่อพูดถึงหนังสือที่ตัวเองชื่นชอบชนิดเปลี่ยนชีวิตของเขาไปอย่างคาดไม่ถึง ดวงตาก็ยิ่งเปล่งประกาย สมกับที่ช่วงวัยหนึ่งของชีวิตที่เขาเคยคิดจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้นในรูปแบบความคิดที่ตนเองศรัทธา
![]()
แม้กาลเวลาและความคิดมักจะทำหน้าที่ผกผันกัน แต่ดูเหมือนว่าจะมีผลน้อยมากต่อชายผู้ยิ่งทะนงผู้นี้ เพราะเขายังแจ่มชัดในภาพความคิด สิ่งนี้นี่เองที่ทำให้ “จุก ชายคา” ยังคงดำรงอยู่ และจุดติดความคิดให้กับผู้อ่านเสมอมา
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
