เดินนครราชสีมา ตอนที่ 3 (ตอนจบ)
เลาะเลียบ “ถนนจอมพล” เส้นทางมังกรทอง ส่องตรอกสำราญจิตต์ถิ่นโรงโคมเขียวยุคทหาร G.I. เพลิดเพลินไปกับสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 6 ปิดท้ายสักการะทวยเทพ ณ สถานพระนารายณ์
ถนนจอมพล ย่านการค้ากลางเมืองโคราช เดิมมีชื่อว่าถนนชุมพลตามชื่อประตูเมืองที่อยู่ด้านหน้า จนภายหลังชาวจีนย้ายเข้ามาอยู่ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นถนนเจริญพาณิชย์ กระทั่งปี 2481 เปลี่ยนอีกครั้งเป็นชื่อถนนจอมพล ตามชื่อของจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม
จากประตูชุมพลมองเข้าไปที่เส้นทางข้างหน้า เราจะเห็นถนนจอมพลเป็นเส้นคดโค้งไปมา แต่ก็เพิ่งรู้ว่าเดิมทีถนนไม่ได้คดแบบนี้
“ถนนเส้นนี้แต่เดิมมันไม่คด แต่พอคนจีนที่เข้ามาอยู่ เอาแผ่นไม้กระดานมาปูตลอดแนว แล้วก็ตั้งใจบิดให้ถนนคดเพื่อให้เป็นถนนมังกรแบบเยาวราช ตรงประตูชุมพลจะเป็นหัวมังกร ยาวไปถึงศาลหลักเมืองเป็นท้ายมังกร มีศาลเจ้าบุญไพศาลเป็นท้องมังกรซึ่งถือว่าเป็นแอ่งรับทรัพย์ เป็นจุดฮวงจุ้ยที่ดีที่สุด ถ้าใครจะไปขอเรื่องเงินก็ให้ไปขอที่นั่น” ผศ.พิทักษ์ชัย จัตุชัย หรือ อ.ต๊ะ ผู้นำทัวร์ของเราอธิบายลักษณะของถนนคร่าวๆ ก่อนที่จะพาออกเดิน
![]()
แน่นอนว่าถนนจอมพลคือย่านการค้าทันสมัยในครั้งอดีต แต่การได้ค่อยๆ เลาะเลียบไปตามทางยังทำให้เราเห็นถึงร่องรอยต่างๆ ของประวัติศาสตร์ ได้เรียนรู้มากกว่าแค่เรื่องการค้า ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ที่มีศิลปะสมัยอยุธยาแห่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในโคราช และภาคอีสาน สถาปัตยกรรมตึกรามบ้านช่องสมัยรัชกาลที่ 6 ที่บางหลังยังสมบูรณ์และได้รับการขึ้นทะเบียนเพื่ออนุรักษ์ไว้ โรงแรมที่มีลิฟต์แห่งแรกของโคราช เรื่องราวของอาชีพโสเภณีในตรอกสำราญจิตต์ช่วงสงครามเวียดนาม ไปจนถึงศาลหลักเมืองที่ในอดีตเคยถูกกองทัพเจ้าอนุวงศ์ทำการรื้อถอน และวัดพระนารายณ์ที่ตั้งชื่อตามเทวรูปพระนารายณ์ และสันนิษฐานว่าเคยเป็นที่ตั้งของปราสาทเขมร 3 หลัง
![]()
การค่อยๆ เดินไปตามเส้นทาง พร้อมฟังเรื่องเล่าของเมืองโคราชในช่วงเวลาต่างๆ ทำให้เราเข้าใจความเป็นโคราช ณ ปัจจุบันแจ่มชัดมากยิ่งขึ้นด้วย
“โคราชเป็นเมืองแดดร้อน การเดินเมืองที่ดีที่สุดควรเป็นช่วงตอนเย็น จะเป็นช่วงที่อาคารต่างๆ จะบังแสงแดดให้เราพอดี” อ.พิทักษ์ชัย บอกกับลูกทัวร์หลังจากที่ได้ทดลองเดินด้วยตัวเองมาหลายช่วงเวลา แล้วพบว่าสำหรับเมืองโคราชแล้วเดินตอนเย็นดีที่สุด
พวกเราเริ่มออกเดินไปยังถนนที่ได้ชื่อว่ามีบทบาททางเศรษฐกิจอย่างสูงในอดีต เป็นย่านชุมชนชาวจีนที่อยู่กันอย่างหนาแน่น โดยคนจีนที่เข้ามาในโคราชช่วงนั้นจะมีด้วยกัน 2 กลุ่มใหญ่ คือ จีนแต้จิ๋ว กับจีนฮากกา (จีนแคะ)
![]()
ตรอกสำราญจิตต์ โรงโคมเขียวยุคสงครามเวียดนาม
จากประตูชุมพลเข้ามาไม่ไกลนัก อ.พิทักษ์ชัย ชวนผู้ร่วมทริปหยุดที่ตรอกแห่งหนึ่ง ชื่อว่าตรอกสำราญจิตต์ เป็นตรอกเล็กๆ ที่ด้านข้างเต็มไปด้วยผลงานสตรีทอาร์ตทั่วทั้งกำแพง ขยับเข้าไปอีกหน่อยจะมีคาเฟ่เล็กๆ น่ารัก และร้านลาบสุดฮิป ให้บรรยากาศส่วนผสมที่ลงตัวของเมืองสมัยใหม่ที่แทบนึกไม่ออกว่าครั้งหนึ่งตรอกแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของไนต์คลับ ผับ และบาร์ รวมถึงซ่องโสเภณีไว้คอยบริการทหารจีไอที่เข้ามาในเมืองโคราชช่วงสงครามเวียดนาม ราวปี 2510-2518
![]()
“ช่วงสงครามเวียดนาม ทหารจีไอเข้ามาในโคราชเยอะมาก ทำให้เกิดอาชีพหนึ่งที่เป็นอาชีพสุจริต คือ อาชีพโสเภณี ตอนนั้นเมืองโคราชมีโสเภณีเต็มไปหมด แต่ต้องแยกด้วยนะระหว่างโสเภณีกับเมียเช่า แล้วในหลายๆ ตรอกก็จะมีซ่องโสเภณี รวมถึงไนต์คลับ ผับ บาร์ ทำให้ช่วงนั้นอาชีพโสเภณีเฟื่องฟูอย่างมาก”
อาชีพโสเภณีแม้จะเฟื่องฟูช่วงสงครามเวียดนามก็จริง แต่อาชีพนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างถูกกฎหมายตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว
![]()
“เอาจริงๆ มันเพิ่งจะไม่ถูกกฎหมายก็ตอนหลังนี้แหละ”
เสียงเล่าเรื่องโสเภณีจากหัวหน้าทัวร์ยังคงต่อเนื่อง เพราะเห็นว่าได้รับความสนใจจากบรรดาลูกทัวร์อย่างมาก
“โสเภณีสมัย ร.5 ทันสมัยมากนะ มีตรวจโรคทุก 3 เดือน เหมือนพนักงานอาบอบนวดเลย อย่าไปคิดว่าไม่ปลอดภัย และถ้าพบว่าไม่มีใครเป็นโรคเลย ก็จะได้รับอนุญาตให้ต่อภาษีในอัตรา 12 บาท ทุก 3 เดือน ซึ่งถือว่าแพงมาก และถ้าโรงโสเภณีจ่ายภาษีเรียบร้อย เขาจะอนุญาตให้ตั้งโคมเขียวด้านหน้า จึงเป็นที่มาของการเรียกโรงโคมเขียว ซึ่งโคมเขียวไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของโรงโสเภณีนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ว่าจ่ายภาษีแล้ว”
ในยุคเดียวกันนอกจากไนต์คลับ และอาชีพโสเภณีที่เฟื่องฟูแล้ว ยังเกิดอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้ดีขึ้นมา ที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงก็ นั่นก็คือ อาชีพสามล้อถีบ
![]()
“สามล้อจริงๆ มีต้นกำเนิดจากโคราช ช่วงปี 2476-2477 มีการผลิตสามล้อขึ้นที่โคราช แต่ไม่ได้เป็นลักษณะแบบที่ในปัจจุบัน จะเป็นเหมือนซาเล้ง คือ เป็นจักรยานพ่วงข้าง เอาเก้าอี้หวายมาตั้ง มีกระบอกไม้ไผ่สำหรับร่มเสียบ ถ้าแดดร้อนก็ชักร่มออกมากางเอา แต่ตอนหลังได้เปลี่ยนสภาพมาเป็นสามล้อปั่นแบบที่คุ้นตากัน โดยปัจจุบันโคราชมีสามล้อปั่นเหลืออยู่แค่ 32 คันสุดท้ายแล้ว เพราะคนขี่อายุน้อยสุดตอนนี้น่าจะ 70 ปี แต่สามล้อที่กรุงเทพฯ เลิกใช้ตั้งแต่ปี 2504 เพราะจอมพลสฤษณ์ได้ประกาศห้ามใช้ เนื่องจากสามล้อทำให้รถติด”
สถาปัตยกรรมที่เฟื่องฟูยุค ร.6
ภายในตรอกสำราญจิตต์ หากเดินเข้ามาระยะหนึ่งจะเห็นอาคารหลังใหญ่ สร้างขึ้นสมัย ร.6 ชื่อว่าอาคารตงอาว เป็นอาคารที่จำหน่ายบุหรี่ต่างประเทศแห่งแรกของโคราช รวมถึงน้ำมันตะเกียงก็ต้องมาซื้อที่นี่เช่นกัน โดยลักษณะอาคารจะแบ่งเป็น 3 ส่วน หน้าสุดเป็นร้านค้า ตรงกลางเป็นคล้ายทางเชื่อมและบ้านจะอยู่ด้านหลัง โดยสถาปัตยกรรมยังคงรูปแบบสมัย ร.6 ไว้อย่างชัดเจน อาทิ กรอบหน้าต่างที่มีปูนปั้นแยกออกมา หน้าต่างเป็นแบบบานเกล็ดแบบผลักออก เป็นต้น
ออกจากตรอกสำราญจิตต์ กลับมาที่ถนนจอมพล เดินไปอีกหน่อยจะเห็นอาคารสีเหลืองเป็นแนวยาวโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสมัย ร.6 เช่นกัน ต่อมาได้รับการประกาศให้เป็นอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์ปี 2561 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นอาคารติดกัน 3 หลังได้แก่ มีจงมี แสงฟ้า และจี่อันตึ้ง
![]()
“ให้สังเกตหน้าต่างเป็นผลักออกแบบบานเกล็ด ขอบด้านล่างแต่งเป็นรูปปูนปั้นประดับ ด้านบนก็เป็นปูนปั้นกันสาดยื่นออกมา ยังรักษาสภาพเดิมหมดเลย แต่เดิมเป็นโรงแรม และมีไนท์คลับบนดาดฟ้าแห่งเดียวและแห่งแรกของโคราชด้วย ทันสมัยมาก บรรยากาศดีมาก อารมณ์รูฟท็อป จิบเบียร์ จิบไวน์ ฟังเพลงเบาๆ”
พระอุโบสถวัดบึง ศิลปะอยุธยาที่หลงเหลือแห่งเดียวในโคราช และภาคอีสาน
เรายังคงเดินลัดเลาะตามถนนในบรรยากาศที่ไม่ร้อนอบอ้าวนัก อ.พิทักษ์ชัย พาเดินเข้ามาที่วัดบึง โดยโฆษณาว่าจะพาไปชมพระอุโบสถที่ยังมีศิลปะแบบอยุธยาที่หลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวของโคราช และภาคอีสาน
และแล้วพวกเราก็มาหยุดอยู่ที่พระอุโบสถ ไล่สายตาตั้งแต่หลังคาที่เป็นช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ กรอบหน้าบันเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณหันไปทางทิศตะวันออก และลักษณะอาคารที่เป็นแบบหย่อนท้องสำเภาที่เป็นศิลปะแบบอยุธยา
“เวลาเราไปอ่านหนังสือบางเล่ม เขาบอกว่าหย่อนท้องช้าง ผมไม่สู้จะเห็นด้วย เพราะเนื่องจากว่าการพูดว่าหย่อนท้องช้างมันผิดคติ เพราะถ้าพูดถึงคติจริงๆ มันต้องเป็นเรือสำเภา เพราะเราถือว่าพระอุโบสถเป็นที่ที่เราได้ประกอบกิจการงานบุญ แล้วในพระอุโบสถจะมีสิ่งสำคัญ คือ พระพุทธรูปที่ประทับอยู่เหนือฐานชุกชี ซึ่งมีความหมายอีกอย่างหนึ่งคือ พุทธบัลลังก์ และเมื่อใดก็ตามที่โลกนี้แตกดับ สิ่งสุดท้ายที่จะหายไปคือพุทธบัลลังก์ แต่เมื่อใดก็ตามที่โลกนี้เกิดขึ้นมาใหม่ สิ่งแรกที่จะผุดโผล่ขึ้นมาก็คือพุทธบัลลังก์ ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เราเข้าไปอยู่ในพระอุโบสถไม่ว่าจะงานบวชงานบุญ พระอุโบสถก็จะเป็นดั่งพุทธนาวาที่จะนำพาพวกเราข้ามวัฏสงสาร หรือการเวียนว่ายตายเกิดแล้วไม่กลับมาเกิดอีกนั่นเอง จึงเป็นที่มาของพระอุโบสถแบบหย่อนท้องสำเภา และสิ่งที่เราเห็นอยู่นี่คือศิลปะแบบอยุธยาแท้ๆ ที่หลงเหลือแห่งเดียวอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา และแห่งเดียวในภาคอีสาน”
![]()
กลับมาที่ถนนจอมพล เรายังคงเดินแบบไม่รีบร้อน พลันสายตาของหัวหน้าทัวร์หันไปเจอโรงแรมเอกนคร ก็รีบเดินปรี่เข้าไปชี้ชวนเล่าให้ลูกทัวร์ได้ฟังว่าที่คือโรงแรมที่มีลิฟต์ใช้แห่งแรกในโคราช เดิมชื่อโรงแรมดำรงรัตน์ และยังมีความเป็นไปได้ว่าเป็นพื้นที่นอกกรุงเทพฯ แห่งแรกที่มีลิฟต์ใช้
ตอกย้ำว่าโคราชเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคอีสานอย่างแท้จริง
![]()
และในที่สุดคณะทัวร์ก็เดินมาถึงส่วนของท้องมังกร คือ ศาลเจ้าบุญไพศาล ศาลเจ้าแต้จิ๋วเก่าแก่แห่งเดียวที่อยู่ในเมือง สำหรับตัวอาคารดั้งเดิมไม่ปรากฏในภาพถ่ายเก่า นักประวัติศาสตร์จึงไม่รู้เวลาสร้าง แต่ที่ทราบคือในช่วงปี 2470 เริ่มมีการบูรณะขึ้นมาใหม่ จากนั้นที่นี่ได้กลายศูนย์รวมจิตใจของคนจีนในโคราช โดยเฉพาะช่วงตรุษจีนที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะมีคนมาไหว้จำนวนมาก เพราะเป็นจุดฮวงจุ้ยดี โดยคนนิยมมาไหว้ขอเรื่องเงินทอง
เดินมาอีกนิดจะเห็นอาคารสีชมพูสดใสสร้างขึ้นตอนช่วงต้น ร.6 โดยทั้งหมดยังคงสภาพเดิม ยกเว้นหลังคาที่เปลี่ยนใหม่
![]()
“ให้สังเกตประตูทรงโค้ง ด้านบนเจาะฉลุเป็นช่องลมลวดลายพรรณพฤกษา เขยิบขึ้นไปมีลายดอกไม้ฝรั่ง ตัวอาคารหน้าต่างเป็นซุ้มโค้ง แล้วมีดอกไม้ฝรั่งประดับ หน้าต่างอาจจะเปลี่ยน เดิมเป็นบานเกล็ดผลักออก แต่ลวดลายปูนปั้นประดับของเดิมหมดตั้งแต่สมัย ร.6”
ขณะที่อาคารที่เก่าแก่ที่สุด คือ อาคารยุ่งซุ่นง้วน เดิมเป็นโรงทำเต้าเจี้ยว และน้ำมะเน็ด ด้านในจะมีอาคารอีก 2 หลัง เป็นเรือนแถวทำเป็นห้องเช่า กับบ้านอีกหลังของเจ้าของบ้าน ด้านนอกที่มองเห็นเป็นร้านค้า อาคารหลังนี้สียังคงสภาพเดิม กรอบหน้าต่างแบบเดิม หน้าต่างบานเกล็ดผลักออกแบบเดิม ด้านบนฉลุเป็นช่องลม มีแค่กระจกประดับที่เป็นของใหม่
อ.พิทักษ์ชัย เล่าว่า ย่านนี้จะมีอาคารลักษณะนี้หลงเหลืออยู่พอสมควร แต่เอกลักษณ์หนึ่งของโคราชที่หายไปแล้วคือบ้านดิน ซึ่งมาพร้อมกับคนจีน และอันที่จริงบ้านดินนั้นไม่ใช่บ้าน แต่เป็นโกดังเก็บของ แต่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นบ้าน
เสาหลักมืองที่ถูกถอนออกไป สู่เสาหลักเมืองใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 9
![]()
เราเริ่มทริปเดินเมืองกันตั้งแต่ช่วงเย็นจนเวลาล่วงเลยมาถึงหัวค่ำ เป็นเวลาที่คณะเดินมาถึงหางมังกร คือ ศาลหลักเมืองนครราชสีมา และแม้ศาลแห่งนี้จะมีขนาดเล็ก แต่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมากลับไม่เล็กเลย
ตั้งแต่ช่วงสงครามสยามเวียงจันทน์ สมัยที่เจ้าอนุวงศ์ยกกองทัพมาถึง สิ่งแรกที่ทำคือให้มีการถอนเสาหลักเมืองนครราชสีมาออกวางไว้ด้านข้าง หวังให้เมืองนี้ไม่เป็นสิริมงคลอีกต่อไป เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินประพาส จึงอัญเชิญเสาหลักเมืององค์เดิมประดิษฐานกลับ จนกระทั่งกาลเวลาล่วงเลยมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาทำพิธีเปลี่ยนเสาหลักเมืองใหม่ แล้วนำเสาหลักเมืองเดิมไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์
![]()
“มีความน่าสนใจที่แฝงและแทรกอยู่ในตัวศาลหลักเมืองแห่งนี้ สังเกตไหมว่าศาลหลักเมืองหันหน้าไปทางทิศใต้ เพราะเจตนาให้หันไปตรงกับประตูผี นั่นแสดงว่าศาลหลักเมืองนี้มีสถานะของความเป็นศาลหลักเมืองที่ป้องกันสิ่งอัปมงคล หรือภูตผีปีศาจที่จะเข้าเมืองนั่นเอง ซึ่งคตินี้เป็นคติที่ใช้สืบต่อกันมาในหลายเมือง”
![]()
วัดพระนารายณ์ และ สถานพระนารายณ์ การประติดประต่อร่องรอยทางประวัติศาสตร์
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าวัดพระนารายณ์มาจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่ที่จริงแล้ววัดพระนารายณ์มาจากเทวรูปพระนารายณ์ที่ขุดพบที่นี่ ภายหลังรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานนามวัดพระนารายณ์มหาราชให้ เพราะเห็นว่าคนที่นี่เข้าใจว่าชื่อวัดพระนารายณ์มาจากพระนารายณ์มหาราชผู้สร้างวัด
![]()
“แต่เดิมเราเรียกวัดนี้ว่าวัดกลางนคร ต่อมาคนพื้นถิ่นเรียกวัดพระนารายณ์ตามเทวรูปพระนารายณ์ที่เจอที่นี่ วัดนี้จะมีพระอุโบสถอยู่กลางน้ำ ความน่าสนใจ คือ พื้นที่ด้านในพระอุโบสถค่อนข้างกว้าง แล้วมีสระน้ำล้อมรอบ ผมได้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ตั้งแต่ปี 2556 ว่าตรงพระอุโบสถนี้เคยมีปราสาทเขมรหลังหนึ่งตั้งอยู่ จากภาพถ่ายสมัยกรมพระยาดำรงฯ เสด็จฯ มา พบว่ามีการเอาเทวรูป ทับหลัง รวมทั้งสิ่งประดับอาคารไปกองไว้ด้านข้าง การปรากฎของชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมเหล่านั้นแสดงว่ามันย่อมเป็นชิ้นส่วนที่ถูกรื้อออกจากปราสาทแน่นอน ซึ่งจากลักษณะของพื้นที่แล้ว มีคูน้ำล้อมรอบแบบนี้ เป็นลักษณะของการสร้างอาคารในสถาปัตยกรรมเขมรแบบหนึ่ง ผมสันนิษฐานไปอีกว่าน่าจะเป็นปราสาท 3 หลัง ที่ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน แล้วล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ด้านหน้าเป็นซุ้มโคปุระ แต่มีการรื้อออกทั้งหมดเพื่อเอาไปทำเป็นประตูเมืองแต่ละทิศ พอรื้อออกสมัยสมเด็จพระนารายณ์จึงโปรดให้สร้างอุโบสถทับเท่านั้นเอง หลักฐานอย่างหนึ่ง คือ ตอนที่วัดสูบน้ำออก เราเจอพวกแนวที่เป็นศิลาแลงจำนวนหนึ่ง ยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐาน อย่างไรก็ตามยังก็ต้องศึกษาต่อไป”
ในบริเวณไม่ไกลกันนักเป็นที่ตั้งของอาคารสถานพระนารายณ์ ปัจจุบันเก็บรักษาโบราณวัตถุ 2 ชิ้นสำคัญ ได้แก่ 1.เทวรูปพระนารายณ์ อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เรียกว่าวัดพระนารายณ์ 2.เทวรูปพระคเณศ ซึ่งแต่เดิมพบ 2 องค์ ปัจจุบันองค์หนึ่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์ และอีกองค์เก็บไว้ที่สถานพระนารายณ์
“สององค์นี้ของจริงนะครับ ถือเป็นของดีกลางมืองโคราชเลย”
![]()
อ.พิทักษ์ชัย กล่าวปิดท้ายก่อนได้เวลาแยกย้าย ยืนยันว่าเมืองนครราชสีมาเป็นเมืองที่มีความน่าสนใจ ตั้งแต่ชื่อเมืองที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ผู้สร้างเมือง ได้นำมงคลนาม 2 เมืองมารวมกัน ได้แก่ เมืองนครราช และ เมืองเสมา
“หลายคนเข้าใจว่าโคราชย้ายมาจากเมืองโบราณสูงเนิน โคราฆปุระ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เมืองโคราชเป็นอีกเมืองที่ไม่ได้มาจากโคราฆปุระแต่ประการใด แต่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ท่านเอามงคลนามของ 2 เมืองอันเป็นต้นกำเนิดโคราชมารวมกัน เมืองหนึ่งชื่อว่าเมืองนครราช เมืองหนึ่งชื่อว่าเมืองเสมา ซึ่งเสมากับสีมาคืออันเดียวกัน ส่วนเมืองนครราช ผมเข้าใจว่าเป็นเมืองเขมร แล้วคนโคราชชอบกร่อนคำ นครราช กลายเป็นคอนราช สุดท้ายเป็นโคราช”
สิ้นเสียงผู้นำทัวร์ ก็เป็นอันปิดฉากกิจกรรมการเดินเมืองที่แสนสนุกในครั้งนี้ ทุกคนล้วนได้รับอรรถรสกันอย่างเต็มอิ่ม หากเป็นอาหารก็ถือว่าได้ครบถ้วนทั้งรสชาติและประโยชน์อย่างสมบูรณ์
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
