เดินนครราชสีมา ตอนที่ 2
เลาะถนนราชดำเนิน เช็คอินอนุสาวรีย์ย่าโม ซึมซับบรรยากาศประตูชุมพล จุดแบ่งเขตเมืองเก่าและเมืองใหม่
จบจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระมหาวีรวงศ์ เราเดินตามผู้นำทริป “ผศ.พิทักษ์ชัย จัตุชัย” หรือ อ.ต๊ะ ออกมาที่ถนนราชดำเนินมุ่งหน้าไปยังลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และประตูชุมพล สถานที่ที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างเมืองเก่าและเมืองใหม่
ถนนราชดำเนินในวันนี้คึกคักไปด้วยผู้คน ร้านรวง และตึกรามบ้านช่องตั้งเรียงแถวเป็นระเบียบ จากพิพิธภัณฑ์เดินตามฟุตบาทไม่กี่อึดใจก็มองเห็นอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือ ย่าโม ที่ชาวโคราชเคารพรักและศรัทธายืนเด่นอยู่ตรงหน้า
ระหว่างทาง อ.พิทักษ์ชัย ชี้ให้พวกเราดูเรือนไม้หลังหนึ่งเรียกว่าเรือนโคราช รูปแบบเป็นเรือนไม้ยกสูงหลังคาจั่ว สร้างตามแบบเรือนโคราชของพ่อคงที่ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาอีกทีหนึ่ง
เดินถึงแยกตรงข้ามลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จะมีถนนเส้นหนึ่งที่ทอดยาวไปจนสุดห้าแยกสถานีรถไฟ ชื่อว่าถนนโพธิ์กลาง ถนนเส้นนี้เป็นย่านการค้าดั้งเดิมที่สำคัญของเมืองนครราชสีมาอีกแห่ง
![]()
“ที่เรียกว่าถนนโพธิ์กลาง เพราะแต่เดิมมีต้นโพธิ์อยู่ 3 ต้น ต้นหนึ่งอยู่วัดแจ้งใน อีกต้นอยู่อีกฟาก ปัจจุบันก็ยังอยู่ตรงร้านโรจน์ และมีต้นโพธิ์อีกต้นอยู่กลางถนน เลยเรียกว่าถนนโพธิ์กลาง ถนนเส้นนี้มีโรงเจฮะเซ่งตั้ว โรงเจที่เก่าแก่ที่สุดในโคราชด้วย”
ถนนโพธิ์กลางในอดีตมีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมาก เดิมแถวนี้จะเรียกว่าย่านตลาดลาว เพราะมีคนลาวอยู่ค่อนข้างมาก ตอนหลังคนจีนเข้ามาอยู่มากเลยเรียกว่าตลาดจีน แต่พอคนเริ่มอยู่เยอะคนจีนบางส่วนจึงย้ายไปอยู่ถนนชุมพลที่อยู่กลางมืองในเขตเมืองเก่า ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นถนนเจริญพาณิชย์ ก่อนจะเปลี่ยนอีกครั้งเป็นถนนจอมพล
ส่วนพื้นที่ตั้งแต่ประตูชุมพลขึ้นไปจนถึงทางรถไฟ คือ เขตเมืองใหม่ เมืองเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วตั้งแต่มีทางรถไฟมาที่นครราชสีมา
“เมืองนครราชสีมาเจริญขึ้นจากการขนของดีของโคราชขึ้นรถไฟเอาไปขายกรุงเทพฯ เช่น ไม้ เพื่อเอาไปทำหมอนรองรถไฟ ขายของป่า หนังสัตว์ เขาสัตว์ เกลือ รู้ไหมว่าเยาวราชรับซื้อเกลือเยอะมากเพื่อเอาไปเป็นส่วนผสมของยา ขณะเดียวกันสินค้ายอดนิยมที่คนโคราชซื้อจากกรุงเทพ คือ น้ำแข็ง เอาขึ้นรถไฟมา ฉะนั้นคนโคราชจะได้กินน้ำแข็งก่อนใครในอีสาน กรมพระยาดำรงราชานุภาพเขียนไว้อย่างชัดเจนมากว่า คนโคราชนี่ทันสมัยมากกินน้ำแข็งจากกรุงเทพ บ้านมุงหลังคาด้วยสังกะสี คือ ทางรถไฟทำให้โคราชเจริญมาก เป็นเมืองที่ก้าวล้ำก่อนใคร”
ขณะที่ประโยชน์ของทางรถไฟในขณะนั้นนอกจากการค้าแล้ว ยังเป็นการลำเลียงทหารจากกรุงเทพฯ เพื่อมาปราบกบฏผีบุญทางภาคอีสานในช่วง ร.5 และ ร.6 อีกด้วย
![]()
อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อนุสาวรีย์สามัญชนคนแรกของประเทศไทย
อ.พิทักษ์ชัย เล่าว่า หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เมืองโคราชก็เกิดกบฏบวรเดชในปี 2476 พอปี 2477 ก็มีการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีขึ้นมา ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์สามัญชนคนแรกของประเทศไทย
สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่รู้ คือ ใต้ฐานอนุสาวรีย์มีบรรจุอัฐิส่วนหนึ่งของย่าโมใส่ไว้ในผอบทองคำหนัก 25 บาท
แล้วเอาผอบทองคำใส่ไว้ในไหเขมรอีกชั้น จากนั้นนำมาใส่ในฐานก่อนจะผนึกทั้งหมดไว้ด้วยกัน
การบรรจุอัฐิไว้ในทองคำมูลค่าสูงนี้ แสดงถึงความศรัทธาของชาวโคราชที่มีต่อคุณย่าโมอย่างแจ่มชัด
“ถ้าสังเกตดีๆ คุณย่าจะมีหน้าตาเป็นคนโคราช มีลักษณะอ่อนช้อย แต่มือหนึ่งกุมดาบ ส่วนการแต่งกาย และทรงผมไม่เกี่ยวกับโคราชเลยนะ จะไปเหมือนสตรีราชสำนักด้วยซ้ำ เพราะคนออกแบบคือ อ.ศิลป์ พีรศรี ซึ่งไม่เคยมาโคราช และน่าจะไม่รู้จักย่าโมด้วย แต่ผมเข้าใจว่าผู้ที่เป็นแบบให้ปั้นนั้นอาจจะมีหลายคน”
การตั้งอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีนั้นจะตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพื่อรับกับกรุงเทพมหานคร เป็นการแสดงถึงความจงรักภักดี หรือความสัมพันธ์ที่เมืองนครราชสีมามีต่อกรุงเทพฯ ที่สำคัญมีความตั้งใจให้ฉากหลังเป็นประตูชุมพล
![]()
ประตูชุมพล จุดเชื่อมสำคัญแยกเขตเมืองเก่าและเมืองใหม่
เขตเมืองเก่า คือ เมืองนครราชสีมาที่มีคูน้ำและกำแพงเมืองล้อมรอบ ในตัวเมืองมีความกว้าง 900 เมตร ยาว 1.7 กิโลเมตร มีวัดทั้งหมด 6 วัด ทุกวัดไม่มีเมรุเผาศพ เนื่องจากว่าการมีเมรุเผาศพในเมืองจะไม่เป็นสิริมงคลต่อบ้านเมือง
ส่วนรอบตัวเมืองนครราชสีมามีประตูอยู่ทั้งหมด 4 ทิศ รูปแบบของประตูทุกทิศจะเหมือนกัน ปัจจุบันประตูที่ยังหลงเหลือสภาพเดิมที่สุด คือ ประตูชุมพลที่ตั้งอยู่ฝั่งทิศตะวันตก
“ประตูชุมพล ชื่อก็คือเป็นการรวมกำลังคน เพราะที่ตรงนี้เมื่อก่อนเป็นลานกว้าง เลยเป็นจุดที่เอากองกำลังทหารมารวมไว้ตรงนี้ก่อนที่จะยกทัพไปยังที่อื่น”
ประตูด้านอื่นๆ ฝั่งทิศตะวันออก คือ ประตูพลล้าน ด้านทิศเหนือ คือ ประตูพลแสน และ ด้านทิศใต้ คือ ประตูไชยณรงค์
“ประตูไชยณรงค์ คนโคราชมักเรียกว่าประตูผี เพราะเนื่องจากเลยจากตรงนั้นไปจะมีป่าช้า เวลามีศพคนโคราชจะเอาออกไว้ฟากโน้น แต่ตอนหลังศพก็ออกได้ทุกทิศทุกทาง เพราะแต่ละด้านจะมีวัดมารองรับอยู่ อาทิ วัดสะแก วัดสามัคคี วัดทุ่งสว่าง วัดศาลาเงิน ศาลาทอง เป็นต้น”
อ.พิทักษ์ชัย ชวนสังเกตรูปทรงประตูว่ามีลักษณะที่แคบมาก ช้างผ่านได้คราวละตัว เกวียนผ่านได้ครั้งละเล่มเท่านั้น ซุ้มประตูสร้างด้วยศิลาทรายและศิลาแลงที่นำมาจากปราสาทเขมรที่เคยอยู่กลางเมืองนครราชสีมา ก่อนที่สมเด็จพระนารายณ์จะมีการรื้อปราสาทหลังนั้นแล้วนำมาสร้างเป็นซุ้มประตูเมือง ส่วนกำแพงเมืองที่ถัดออกไปก่อด้วยอิฐหนา 3 เมตร สูง 5-7 เมตรแล้วแต่บางพื้นที่ มีป้อมปืนใหญ่ 16 ป้อม มีใบเสมาหรือเรียกอีกอย่างว่าใบบัง เพราะสามารถบังข้าศึกได้ ปักล้อมรอบด้านบน 4,302 ใบ มีรูอยู่ 1,600 รู สามารถส่องปืนออกมายิงข้าศึกได้
“ด้านบนสมัยก่อนมีพระพุทธรูป เพราะเราถือว่าการลอดซุ้มประตูเมืองเป็นสิริมงคลต่อบ้านเมือง ปัจจุบันก็มีพระพุทธรูปและรูปเหมือนย่าโม เจ้าใหญ่นายโตมักจะนำดาบมาถวายย่าโมที่ข้างบน”
การมีใบเสมาปักล้อมรอบแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเมือง พระเจ้าแผ่นดินต้องส่งลูกหลานมาอยู่ เพราะเมืองโคราชเป็นเมืองพระยามหานคร 1 ใน 8 หัวเมืองของสยาม
![]()
นครราชสีมาสร้างขึ้นสร้างสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ไม่ใช่สมัยพระนารายณ์
หลายคนเข้าใจว่านครราชสีมาสร้างขึ้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์ แต่แท้จริงแล้วในจารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับปลีก 2 /ก 125 เขียนชัดเจนว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือ เจ้าสามพระยา ยกกองทัพไปตีเมืองเขมรเสร็จจะยกกองทัพไปปราบอีก 2 เมือง คือ เมืองพิมาย กับ เมืองพนมรุ้ง แต่ยังไม่ทันจะยกไป ทั้ง 2 เมืองยอมสวามิภักดิ์ก่อน
“เมืองนครราชสีมามาปรากฏชื่อในกฎมณเฑียรบาลสมัยพระบรมไตรโลกนาถ และมาคัดลอกใหม่สมัยรัชกาลที่ 1 พบข้อมูลว่ามีการตั้งเมื่อศักราช 830 วันเสาร์ เดือน 5 ขึ้น 6 ค่ำ ชวดนักกษัตริย์ศก ตรงกับวันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2011 วันเวลาล่วงเลยผ่านมาถึงตอนนี้นครราชสีมามีอายุ 557 ปีแล้ว เราเป็นเมืองที่ถูกสร้างมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แต่กำแพงเมืองสร้างสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ส่วนกำแพงเมืองสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นคันดิน ชั้นนอกเป็นคันดินแล้วมีคูน้ำ ชั้นในเป็นคันดินปักด้วยท่อนซุง จนมาถึงสมัยพระนารายณ์ที่รื้อท่อนซุงออกแล้วทำเป็นกำแพง ดังนั้นกำแพงที่เราเห็นอยู่นี้ คือ สมัยสมเด็จพระรายณ์ เมื่อ 360 ปีที่แล้ว”
![]()
เพลงโคราชเอกลักษณ์ที่อยู่คู่อนุสาวรีย์ย่าโม
เมื่อพิจารณาความงามของประตูชุมพลและกำแพงจนครบถ้วนแล้ว มองลอดประตูเข้าไปในเขตเมืองเก่า จะพบอาคาร 3 หลัง ที่เป็นอาคารเรือนไทย ที่คนโคราชเรียกว่าโรงหมอเพลงมีหน้าที่คอยขับร้องเพลงโคราช
“ตอนผมมาอยู่นครราชสีมาใหม่ๆ ไม่ชอบฟังเพลงโคราชเลย อยู่ไปอยู่มากลายเป็นฟังเพลงโคราชเพราะมาก มีเอกลักษณ์ เป็นการร้องเพลงด้วยสำเนียงโคราชและไม่มีเครื่องดนตรี ผมมักจะนิยามว่าเพลงโคราชคือเพลงฉ่อยเพลงอีแซวที่ลืมเอาเครื่องดนตรีมา ก็เลยเกิดท่าป้องหู เพื่อฟังเสียงตัวเองจับจังหวะ”
หลายคนกังวลว่าเด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่ฟังแล้ว กลัวว่าเพลงโคราชจะหายไป เรื่องนี้ อ.พิทักษ์ชัย ยืนยันว่าเป็นไปได้ยาก เพราะตราบใดที่โคราชมีอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ตราบนั้นเพลงโคราชจะไม่หายไป เพราะมีชุดความเชื่อที่แน่นแฟ้นอย่างหนึ่งของคนโคราช คือ การแก้บนย่าโมที่ดีที่สุดคือเพลงโคราช
“การบนบานกับย่าโม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องหน้าที่การงาน อย่างเดียวที่ขอไม่ได้แน่ๆ คือ ขอให้ไม่เป็นทหาร หลายคนเมื่อได้ตามที่ขอแล้วก็จะแก้บนด้วยเพลงโคราช ส่วนค่าจ้างมาเล่นมีหลายราคา ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการร้อง ตอนนี้เพลงโคราชจึงได้รับการอนุรักษ์เอาไว้ และรายได้ค่อนข้างดี ซึ่งที่นี่มีสมาคมหมอเพลงโคราชด้วย”
![]()
อีกความเชื่อหนึ่งที่กล่าวถึงกันมากในหมู่คนที่มาเที่ยวเมืองโคราช คือ การเดินลอดประตูชุมพล
“ว่ากันว่าเดินลอดประตูชุมพล 1 รอบจะได้กลับมาโคราช 2 รอบจะได้กลับมาทำงาน ส่วน 3 รอบจะได้คู่ครองที่นี่ ซึ่งวิธีลอดที่ถูกต้อง จะต้องลอดจากนอกเมืองเข้าเมืองแล้วออกมาถึงจะเป็น 1 รอบ แล้วต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำวันนี้แล้วจะไปทบกับวันอื่นแบบนี้ไม่ได้”อ.พิทักษ์ชัย เล่าอย่างอารมณ์ดี
ระหว่างที่หูฟัง ตาก็แอบดูหนุ่มคนหนึ่งเดินลอดประตูเข้าออกๆนับได้ 3 รอบ เห็นแล้วถึงกับเผลอยิ้มตาม เพราะไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอาการนี้หนีไม่พ้นโดนสาวโคราชคนใดคนหนึ่งเป่ามนต์ใส่เข้าให้แล้ว
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
