อ้อมกอดสุดท้ายของนักเดินทางผู้เหนื่อยล้า
ในลิ้นชักของความทรงจำ รอยอดีตยังคงประทับอยู่ แม้อาจจะพร่าเลือนไปบ้าง แต่หากรื้อค้นและค่อยคลี่มันออกมาเช็ดถู ภาพนั้นก็จะค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น หยาดน้ำที่หางตาก็จะค่อยๆ ซึมแทรกออกมา ยิ่งมันแจ่มชัดเท่าใด ก็ดูเหมือนจะยิ่งทำให้เธอไม่อาจต้านทานความสุขและเศร้าที่กลายเป็นเนื้อเดียวกันนั้น บีบให้ก้อนสะอื้นที่อยู่ในอกเร่งน้ำตาหลั่งไหลออกมาไม่ขาด
ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ภาพของหญิงสาว พยาบาลแห่งโรงพยาบาลมะการักษ์ เธอมาเที่ยวเชียงใหม่กับเพื่อนๆ และชายหนุ่มผู้เพิ่งเริ่มสนุกกับเดินทางบนอานจักรยานที่เพิ่งกลับมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เธอและเขาพบกันที่บ้านไม้หลังใหญ่ของเทพศิริ สุขโสภา สถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยคามงดงามทางศิลปะและไฟฝันของคนหนุ่มสาวผู้รักในศิลปะและการเดินทาง
![]()
สีน้ำของมือสมัครเล่น
ปลายปี 2538 ลมหนาวที่เชียงใหม่พัดพาความเหงาจางๆ เจือมาในอากาศ ต้อยนั่งทอดอารมณ์อยู่ท่ามกลางวงสนทนาของเหล่าศิลปิน เธอเป็นพยาบาลที่รักการเดินทาง แต่ด้วยสมัยนั้นเงินเดือนยังน้อยนิด จึงใช้วิธีออกไปเผชิญโลกกว้างโดยการไปขอพักตามบ้านคนรู้จัก ซึ่งเมื่อไรก็ตามที่มาเชียงใหม่ เธอก็มักมาเยือนบ้านศิลปินของเทพศิริ สุขโสภา เพราะเปิดกว้างสำหรับผู้ผ่านทาง
ชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับสภาพร่างที่สมบุกสมบันก็เป็นสมาชิกขาประจำของบ้านศิลปินแห่งนี้ แต่ความบังเอิญของทั้งคู่เพิ่งอุบัติขึ้น เขาคนนั้นคือ "ต้อ" หรือที่ในอนาคตนักอ่านทั่วประเทศไทยจะรู้จักเขาในนาม “บินหลา สันกาลาคีรี” คืนนั้นเขาเพิ่งปั่นจักรยานข้ามโขงกลับมาจากลาว ในมือเขาถือกรอบรูปสีน้ำที่เพิ่งวาดเสร็จใหม่ๆ ติดมาด้วย และมันวางลงเบื้องหน้าเทพศิริ
“ครูคิดว่าไงบ้าง” เขาถามเทพศิริด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเพื่อขอความเห็น
เทพศิริยิ้มแต่ไม่พูดอะไร หันมาพยักเพยิดให้ต้อยที่นั่งอยู่ติดกันอย่างขอความเห็น
“เพิ่งหัดวาด... แต่สวยมากนะคะ” ต้อยเปรยขึ้นด้วยความซื่อตรงเมื่อเห็นลายเส้นที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ
ต้อหันมองเธอ แววตาของเขาซ่อนรอยยิ้มไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งขรึม “จริงเหรอครับ? งั้นผมยกรูปนี้ให้คุณเลย”
“ไม่ได้ค่ะ เกรงใจ” เธอปฏิเสธพร้อมเสนอจะจ่ายค่ากรอบรูปแทน แต่เขากลับส่ายหน้าตามนิสัยหนุ่มสายเปย์ที่ผู้คนร่ำลือ “เอาไปเถอะครับ... แค่ถ้าถึงบ้านแล้ว ช่วยถ่ายรูปส่งกลับมาให้ผมดูหน่อย ว่าผมเคยเป็นคนวาดรูปนี้”
รูปวาดใบนั้นไม่ได้เป็นเพียงภาพวิวทิวทัศน์ แต่มันคือพันธสัญญาแรกเริ่มระหว่างพยาบาลสาวกับนักเขียนผู้มีจิตวิญญาณอิสระ
![]()
ความทรงจำบน "หลังอาน"
หญิงสาวไม่แน่ใจนักว่าสิ่งที่เกิดกับพวกเขาคือความรักหรืออะไร และไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไร รู้แต่ว่าจู่ๆ เขาก็เข้ามาในชีวิต วันหนึ่งช่วงที่เริ่มต้นเขียนหนังสือ “หลังอาน” เขาปั่นจักรยานลงจากเหนือมุ่งสู่กาญจนบุรีเพียงเพื่อจะขอพบเธอ
เธอตั้งตัวแทบไม่ติด ชายหนุ่มมาแบบกะทันหันเหลือเกิน เธอจึงให้เขาไปพักที่หมู่บ้านเด็ก ที่นั่นต้อเล่าเรื่องราวการเดินทางของเขาให้เด็กๆ และต้อยฟัง เสียงของเขาทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ดวงตาของเขาเป็นประกายตลอดเวลาที่พูดถึงประสบการณ์บนหลังอานที่เพิ่งประสบมาหมาดๆ ต้อยเองก็มองชายที่หนุ่มนั่งอยู่ตรงหน้าด้วยความชื่นชม ภายหลังที่ทั้งคู่คบหากันจริงจังและโครงการเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นจริงจนพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม เธอก็พบว่า ‘ตัวหนังสือของเขาดูจะเล่าเรื่องได้เก่งกาจกว่าปากคำของเขาเองเสียอีก’
อยู่กาญจนบุรีไม่กี่วัน ต้อก็ชวนต้อยออกเดินทางไปด้วยกัน เขามีความฝันว่าอยากจะเสาะหาจักรยานโบราณหายากมาสะสม ที่ไหนมีข่าวว่าพบจักรยานเก่าถูกทิ้งไว้ หรือแม้กระทั่งต้องเข้าไปรื้อค้นเอาจากร้านซ่อมซอมซ่อที่ไหน เขาก็จะชวนเธอไปด้วยทุกที่ ไกลถึงสุรินทร์หรืออุบลราชธานีก็ไป ต้อสามารถนั่งคุยกับช่างซ่อมจักรยานได้เป็นวันๆ เพียงเพื่อจะรู้ความลับของอะไหล่ชิ้นเล็กๆ ต้อยคอยอยู่เคียงข้าง
ความถวิลหาในจักรยานและความเป็นนักเขียน ทำให้เขาเริ่มเค้าโครง “ถูกถีบ” หนังสือเล่มใหม่ออกมา โดยทยอยเขียนลงเป็นตอนๆ ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ แต่เรื่องนี้ในท้ายที่สุดก็ไม่ได้รวมเล่ม เพราะเขียนไม่จบ บทความหนึ่งของเขาไปพาดพิงคนคนหนึ่งเข้า และคนนี้ไม่พอใจถึงขนาดเขียนจดหมายขู่ฆ่าส่งผ่านมาทางอาจารย์เทพศิริ โดยต้อยเป็นคนเก็บจดหมายฉบับนั้นไว้เพื่อเป็นหลักฐานในวันที่ชีวิตของเขากำลังถูกคุกคามจากตัวอักษรของตัวเอง
![]()
กองไฟกลางกรุงศรีอยุธยา
นอกจากช่วยเก็บงำความลับของต้อ ต้อยยังช่วยผลักดันให้ความสามารถที่ซ่อนเร้นของต้อให้เปล่งประกายออกมา นั่นก็คือความสนใจใคร่รู้ในประวัติศาสตร์ทั้งของไทยและที่อื่นๆ
ครั้งหนึ่งโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่มีแผนพาพนักงานไปท่องเที่ยวประจำปี โดยเสียงความเห็นแตกเป็นสองฝ่ายคือ คนที่อายุมากหน่อยอยากไปอยุธยา ส่วนกลุ่มที่วัยรุ่นหน่อยเลือกไปทะเล ต้อยเลยอาสาไปชักชวนให้ต้อมาเป็นไกด์ เพราะรู้ว่าเขาศึกษาเรื่องนี้มาโดยตลอด
ต้อไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย แถมยังรู้สึกคึกคักตื่นเต้นที่จะได้ลองสวมบทบาทไกด์ประวัติศาสตร์ เพื่อทดสอบองค์ความรู้ที่เขาสั่งสมมาจากการอ่านตำราจำนวนมาก
แค่จุดนัดพบ ลูกทัวร์ก็งุนงงกันไปหมด เพราะเขานัดที่หมู่บ้านโปรตุเกส ซึ่งสมัยนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก ชายหนุ่มผู้อ่านศิลาจารึกและภาษาโรมันออกยืนรออยู่ที่นั่นแต่เช้า พอทุกคนมากันพร้อม เขาก็กางแผนที่อยุธยาขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน และสายตาชวนสงสัยของทุกคน
เขาอธิบายให้ฟังว่าชาวโปรตุเกสเดินทางมาค้าขายอย่างไร แล้วก็ชี้ให้ดูหมู่บ้านญี่ปุ่นที่อยู่ตรงกันข้าม ไล่นิ้วไปตามแผนที่ อยุธยาเก่าอยู่นี่ แม่น้ำอยู่นี่ วัดพระศรีสรรเพชรอยู่ตรงไหน พม่าเดินทัพมาทางไหน ล่องเรือ เดินทัพมาอย่างไร
“พม่าเดินทัพมาทางนี้... และเมืองก็ถูกเผา”
ทันใดนั้น เขาก็จุดไฟเผาแผนที่ในมือตัวเอง! เปลวไฟลุกโชนสะท้อนในแววตาของผู้คน ต้อยมองดูภาพนั้นด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ต้อจะกล่าวด้วยเสียงขึงขัง “เราจะไปดูซากเมืองที่เหลืออยู่กัน”
น้ำตาของคนฟังไหลพราก เขาไม่รอช้า กระชากอารมณ์ต่อด้วยการพาทุกคนเดินทางล่องเรือเหมือนพ่อค้าต่างชาติในอดีต แทนที่จะนั่งรถไปตามสถานที่สำคัญต่างๆ และแจกเบี้ยโบราณในซองแดงให้ทุกคน ราวกับจะบอกว่าอดีตไม่ได้มีไว้เพียงจดจำ แต่มีไว้ให้เราสัมผัสถึงความเจ็บปวดและการสูญเสีย
![]()
หลงใหลในประวัติศาสตร์ หลุ่มหลงในความรัก
เรื่องนี้เป็นที่โจษจันในโรงพยาบาลมาก เหล่าหมอๆ ชอบกันมาก จนอีกทีมที่เลือกไปทะเลพากันเปลี่ยนทริปมาอยุธยากันหมด เลยต้องขอให้ต้อมาร่ายมนต์เป็นไกด์อีกครั้ง
หลังจากนั้นเขาก็ชวนต้อยไปลพบุรี หญิงสาวไม่ปฏิเสธ ดูเหมือนว่านอกจากความรู้ด้านประวัติศาสตร์ที่พอกพูนขึ้น ความรักของทั้งคู่ก็เบ่งบานตามไปด้วย
ที่ไปลพบุรี เพราะตอนนั้นต้อกำลังเขียนเรื่อง “เพลงพระยาเหยี่ยว” ต้องสร้างตัวละครจากประวัติศาสตร์เลยไปดูสถานที่จริง เช่นบ้านของฟอลคอน ตัวละครหลักในนิยายเรื่องนี้มีอยู่ 8 ตัว โดยสัตว์นานาชนิด เหล่านี้เป็นตัวแทนของคนต่างๆ เนื่องจากต้องเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์เยอะมาก ทำให้ต้อเรียนวิธีอ่านศิลาจารึกและยังศึกษาภาษาโรมันจนอ่านได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะสงสัยว่าคนที่แกะเอกสารประวัติศาสตร์ต่างๆ ทำออกมาถูกต้องหรือไม่ นี่คือตัวตนของ “บินหลา สันกาลาคีรี” เวลาทำอะไรจะหาข้อมูลเยอะมาก เสียดายแต่ว่านิยายเรื่องนี้เขียนไม่จบ และถูกยกออกจากคอลัมน์ประจำในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์
ความรอบรู้ของต้อไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศไทย ต้อเคยอาสาไปเป็นไกด์นำเที่ยวให้ที่อียิปต์ด้วย เพราะเขาเชื่อว่าสามารถเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้ ซึ่งก็จริง เขาทำให้ต้อยและเพื่อนๆ เข้าใจเรื่องศาสนา เรื่องการนับถือเทพหลายองค์มาเป็นเทพองค์เดียว เป็นทริปที่เราทุกคนประทับใจมาก
ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะราบรื่น เป็นคู่รักที่ไปไหนไปกัน เข้ากันได้ดีในทุกสถานการณ์ แต่นั่นเพราะทั้งคู่มองไม่เห็นอนาคตที่เริ่มตั้งเค้าความผิดหวัง เมื่อชื่อเสียงเงินทองเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
![]()
บทตอนที่ขาดหาย
จุดหักเหใหญ่เกิดขึ้นในปี 2548 เมื่อชื่อของบินหลา สันกาลาคีรี ถูกประกาศให้เป็นนักเขียนรางวัลซีไรต์ ความสำเร็จที่ถาโถมมาพร้อมกับเงาที่มองไม่เห็น
เขาขาดการติดต่อกับต้อย แต่ต้อยก็ไม่เคยกังวล เพราะทั้งคู่ตกลงคบกันแบบผู้ใหญ่ที่มีเหตุผล ความรักต้องเดินไปคู่กับหน้าที่การงาน เมื่อใครสักคนประสบความสำเร็จ อีกคนจะต้องคอยสนับสนุน และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
แต่เรื่องนี้ดูเหมือนว่าต้อยคิดอยู่ฝ่ายเดียว
ต้อยรับรู้ความจริงที่แสนเจ็บปวด หลังทราบว่าต้อป่วยและมารักษาตัวที่โรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ และมี "ใครอีกคน" คอยดูแลเขาอยู่ด้วย ความสัมพันธ์แปดปีพังทลายลงด้วยบทสนทนาที่สั้นที่สุด
“มีใครอีกคนจริงไหม?” ต้อยถามผ่านโทรศัพท์
“...ใช่”
“งั้นเราจบกัน”
เธอวางหูและลบเบอร์โทรศัพท์นั้นทิ้งไปจากความทรงจำ พร้อมกับความตั้งใจที่จะไม่กลับไปมองถนนเส้นเดิมอีกเลย
![]()
อโหสิกรรม และการกลับมา
เก้าปีผ่านไป... ในวันเกิดปี 2563 เสียงโทรศัพท์ที่เธอไม่คุ้นเคยดังขึ้น เสียงปลายสายนั้นแปร่งปร่า ลิ้นแข็งกระด้าง จนแทบจำไม่ได้ว่านั่นคือชายที่เคยเป็นไกด์พาท่องเที่ยวไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ชายคนที่ทำให้เธอช้ำใจมากที่สุด
“แฮปปี้เบิร์ดเดย์... ต้อเอง... ต้อ บินหลา”
ต้อยนิ่งอึ้ง ความโกรธที่สั่งสมมานานถูกแทนที่ด้วยความสงสารอย่างสุดหัวใจเมื่อได้รับรู้ว่าเขากำลังป่วยหนักจนแทบเดินไม่ได้ ต้อร้องไห้โฮออกมาผ่านสายโทรศัพท์ คำว่า "ขอโทษ" ถูกเอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนความเงียบเข้าปกคลุม
“ไม่เป็นไรต้อ... ต้อยอโหสิกรรมให้หมดแล้ว”
เธอบอกเขาด้วยความจริงใจที่สุดในชีวิต เพราะเธอรู้ว่าเขาเลือกโทรมาในวันเกิดเพียงเพื่อจะขอความเมตตาจากหัวใจที่เขารู้ว่าใจดีที่สุด
ต้อยย้ำกับเขาว่าให้อภัยกับเรื่องราวทั้งหมดที่เคยผ่านมา ไม่ได้ติดใจอะไร และไม่ติดค้างต่อกัน ที่เอ่ยออกไปเช่นนี้เพราะคิดว่าต้อคงโทรมาเพื่อบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย เพราะจากข่าวและจากน้ำเสียงของต้อ บ่งบอกว่าเขาอาการหนักจนเข้าขั้นวิกฤตแล้ว
ต้อยไม่คิดว่าการติดต่อมาครั้งนี้จะเป็นต้นกำเนิดของสายลมแห่งอดีตที่ค่อยๆ ก่อตัวพัดหวนคืนมา
เธอให้สัญญาว่าหลังเสร็จธุระสำคัญจะติดต่อเขากลับ และถ้ามีโอกาสจะลงใต้ไปเยี่ยมเขาที่สงขลาด้วย แต่จนแล้วจนรอด ต้อยก็ไม่ได้ทำตามที่สัญญาไว้ ไม่แม้กระทั่งโทรกลับหาต้อ นั่นเพราะในใจส่วนลึกของต้อยลืมต้อไปหมดแล้ว ไม่เหลือเยื่อใยใดๆ จบก็คือจบ แต่ที่พูดคุยให้กำลังใจไป ก็เพราะคิดว่าอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้สั่งลากัน
![]()
ที่สุดของความรักคือการให้อภัย
ผู้ที่กำหนดโชคชะตาของต้อคงไม่ต้องการตัวเขาเสียแล้ว วาระสุดท้ายถูกเลื่อนออกไป เพราะต้อต้องการพบหญิงสาวที่เป็นรักแรกของเขาให้ได้ แม้จะต้องพบกับความยากลำบากใดๆ ก็ตาม ต้อพาร่างที่แทบไร้เรี่ยวแรง มาหาต้อยถึงกาญจนบุรี ตอนนี้ต้อดูจะไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บแล้วก็จริง แต่ใจที่แข็งแกร่งของเขายังทำงานได้อย่างไร้ที่ติ เขาดึงดันไม่ยอมเข้ากรุงเทพฯ กับน้องที่คอยรับส่งเขาเป็นประจำ โดยอ้างเหตุผลว่าจะอยู่คุยกับต้อยให้ได้ แม้จะเป็นครั้งสุดท้ายก็ตาม
ต้อยผู้จิตใจงดงามไม่อาจต้านความทรนงของต้อได้ เพราะเขาป่วยจนเกินกว่าจะผลักไสไปไหนได้ จึงจัดแจงหารถเข็นมาให้เขา และพาชายที่เดินแทบไม่ได้ไปเที่ยววังยางรีสอร์ทที่สุพรรณบุรีตามที่เขาร้องขอ ที่เลือกที่นี่เพราะมันคือสถานที่แห่งความหลังของทั้งคู่
หลังจากต้อกลับไป เธอก็รู้สึกว่าลิ้นชักแห่งความทรงจำได้ถูกดึงเลื่อนออกมาบางส่วน เรื่องราวในอดีตเริ่มแจ่มชัดขึ้น แต่ก็มีบางอย่างในใจที่ไม่เหมือนเดิมซะทีเดียว อาจจะเพราะเวลาที่ผ่านพ้นไป อาจจะตัวเธอเองที่เข้าใจโลกมากขึ้น และอาจเพราะต้อในเวลานี้เป็นอีกคนที่เธอไม่ค่อยคุ้นเคยเสียแล้ว การที่เธอดูแลเขาไม่ใช่อย่างคนรักที่ต้องการครอบครองปฏิบัติต่อกัน แต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่เข้าใจความอ่อนแอของกันและกัน
ต้อจากไปพร้อมกับความรู้สึกและคำถามมากมายว่ายวนอยู่ในใจ
“เธอยังรักเขามากใช่ไหม?” เพื่อนสนิทถามเธอในวันที่เห็นเธอเหม่อคิดอยู่กับตัวเอง
ต้อยเพียงยิ้มเศร้าๆ และมองไปยังเส้นขอบฟ้า “มันไม่ใช่แค่ความรักหรอก... แต่ต้อยรู้สึกว่าคนเราผิดพลาดกันได้ เราทุกคนคือปุถุชน ที่สุดของความรักอาจไม่ใช่การได้อยู่ด้วยกัน แต่มันคือการให้อภัยในสิ่งที่คนรักพลั้งเผลอไปต่างหาก”
การกลับมาของต้อ ไม่ใช่การมาเพื่อบอกลา แต่เป็นการมาเพื่อจะกลายเป็นความทรงจำที่งดงามของเขาและเธอ เป็นการกลับมาเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตที่เหลือกับคนที่พร้อมให้อภัยต่อกัน
ลมหนาวพัดผ่านมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่เหน็บหนาวเหมือนปีก่อนๆ เพราะในหัวใจของพยาบาลสาวแห่งมะการักษ์ ความโกรธเคืองได้มอดดับไปพร้อมกับกาลเวลา เหลือเพียงความเข้าใจอันยิ่งใหญ่ที่โอบกอดนักเดินทางผู้เหนื่อยล้าไว้ในห้วงสุดท้ายของชีวิต
![]()
เรื่องสั้นนี้ทดลองเขียนขึ้นจากเรื่องเล่าในงานเสวนา “การให้อภัย ไม่ใช่การดึงมีดออกจากหลัง แต่มันคือรักแท้” โดย สุจิตรา มูลแก้ว และ คำหอม ศรีนอก ณ ห้องสมุดชมชุนวิปัสสนาลัย อำเภอปักธงชัย เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา และในวันที่ 31 มกราคมนี้ หอสมุดจะเปิดอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัวหนังสือ “ลาบินหลา” ด้วย
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
