จากวิศวกรสู่ศิลปินผู้ควบคุมควันไฟ
บทเพลงแห่งการเดินทางและอาหารพลังบวกของ ‘โกอิ่มบอม’
![]()
ถ้าใครผ่านไปผ่านมาแถวถนนเส้น 3218 โซนเขาหินเหล็กไฟ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อาจจะสะดุดตากับรถโฟล์คตู้ T3 สีขาวเหลืองจอดอยู่หน้าร้านกาแฟ “ปลีกวิเวก” ข้างรถมีตัวอักษรประทับว่า Smoke Swagen ใช่แล้วค่ะ เป็นรถของใครไปไม่ได้นอกจากคุณณัฐพล นาคผ่อง หรือ โกอิ่มบอม อดีตผู้เข้าแข่งขันในรายการ The Restaurant War Thailand Season 1 ศึกพ่อค้าซ่าแม่ค้าแซ่บ ที่หลังจากจบการแข่งขัน โกอิ่มบอมได้ใช้รถคันนี้ตระเวนขับขึ้นเหนือล่องใต้ เพื่อนำฝีมือการทำอาหารของเขาไปพบเจอกับวัตถุดิบท้องถิ่น แล้วปรุงเป็นอาหารจานพิเศษเสิร์ฟให้ลูกค้าพร้อมเสียงเพลงจากกีต้าร์ตัวเก่งของเขา
แล้วจังหวะปะเหมาะ ก็ทำให้เขาได้มาเปิดร้านที่หัวหิน ที่ซึ่งไม่ไกลจากบ้านเกิดจังหวัดเพชรบุรี ที่ที่จะได้อยู่ใกล้แม่ ให้พอแบ่งปันเวลาไปดูแลได้ตามที่ตั้งใจไว้
![]()
ความทรงจำที่ก้นครัวจากพ่อและยาย
เส้นทางการทำอาหารของเขาเริ่มมาจากการเฝ้าดูคุณยายทำกับข้าว
“บ้านคุณยายอยู่หาดเจ้าสำราญ ตอนเด็กบางทีก็จะได้ไปอยู่ที่นั่น คุณยายจะตื่นตั้งแต่ตีสามไปเก็บมะพร้าวมาคั้นกะทิไว้ทำอาหาร หลังบ้านมีครบ ตะไคร้ มะกรูด ข่า ขิง จะทำอะไรก็ไปเก็บมา
พ่อรับราชการเป็นตำรวจ ตอนหลังที่ออกจากราชการแล้วก็มาเปิดร้านขายข้าวแกง เราก็จะไปช่วยบ้าง แต่ตอนนั้นยังไม่อิน เพราะอยู่ในช่วงวัยรุ่น แต่ก็เริ่มซึมซับ”
![]()
การได้พบกับดนตรีทำให้ชีวิตวัยรุ่นผ่านความท้าทายมาได้
ก่อนที่จะมาจริงจังในเส้นทางอาหาร เขาผ่านเส้นทางต่างๆ มากมายมาก่อน สิ่งหนึ่งที่แทบจะหลอมรวมไปกับชีวิตของเขาคือดนตรี
“ก่อนหน้าที่จะมาทำอาหารจริงจัง ผมเป็นนักดนตรี ดนตรีพาเราไปหลายที่ ไปเกาะบ้าง ไปภูเขาบ้าง ไปอยู่ในโรงแรม 5 ดาว พาไปทุกที่ ทำให้เห็นภาพความเป็นจริงมากกว่าการนั่งอ่านหนังสืออยู่บ้าน
ดนตรีนี่มาเจอตอนที่อยากจะหนีจากชีวิตวัยรุ่นที่กำลังจะไปในทางที่ไม่ดี ตอนนั้นไปหาพี่ชายที่กรุงเทพฯ พี่ชายเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนแถวหลังราม เขาเล่นดนตรีกัน เราเห็นกีต้าร์ของพี่ชายเลยขอ ก็กอดกีต้าร์ตัวนั้นขึ้นรถบัสกลับมาเพชรบุรี แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ค่อยออกไปไหน
เพราะถ้าออกมาก็อดไม่ได้ที่จะไปกับเพื่อน แล้วไปเกเรอีก มีหนังสือเพลงที่พี่ชายทิ้งไว้ เราก็เอามาหัดเล่นเอง หัดอยู่ 3 เดือน พอลงมาจากตึกหิ้วกีต้าร์มาเล่นโชว์ได้เลย พอพบดนตรีแล้วรู้สึกว่าจิตใจเราอ่อนโยนขึ้น มันทำให้คนเปลี่ยนได้ มีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อโลกใบนี้มากขึ้น”
![]()
เอาชนะข้อครหาด้วยความมุมานะ จากเด็กเกเรสู่วิศวกร
ชีวิตวัยรุ่นไม่ราบรื่นสักเท่าไร พ่ออยากให้เขาเรียนอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ดนตรี จึงเลือกเรียนตามสมัยนิยม ซึ่งส่วนใหญ่คนมักจะคาดหวังให้ลูกหลานเรียนหมอหรือวิศวะฯ และด้วยแรงฮึดจากคำสบประมาทของครูทำให้สอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วยความสำเร็จ แต่เมื่อสอบเข้าได้แล้วพ่อกลับมีเงินให้แค่ค่าเทอม ที่เหลือต้องไปทำงานพิเศษเพื่อให้มีค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ และดนตรีนี่เองที่ทำให้เขามีรายได้ระหว่างเรียน จนมีคนเห็นแววชวนเขาไปเล่นในร้านที่มีรายได้มากขึ้น จนมีโอกาสได้รู้จักกับคนดนตรีที่มีฝีมือมากมาย
![]()
หลังจากเรียนจบตามที่พ่อคาดหวัง นำใบปริญญาไปเป็นของขวัญให้พ่อได้แล้ว เขาก็ขอไปทำตามฝัน เข้าสู่วงการดนตรีเต็มตัว และมุ่งหวังที่จะเป็นโปรดิวเซอร์
“ตอนนั้นรู้สึกว่าดนตรีเป็นชีวิตไปแล้ว เริ่มรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร เลยไปขอเพื่อนเรียนรู้การทำเพลงที่แกรมมี่ ทุกอาทิตย์จะต้องเข้าไปที่กรีนบีนส์ ที่ตึกแกรมมี่ พี่กฤษ กฤษณาวาริน เป็นคนสอนเราเขียนเพลง ปูพื้นฐานเรื่องการเขียนเพลงให้เราได้ดีมากๆ หลังจากนั้นก็ไปอยู่อาร์เอส ไปโซนี่บ้าง ซึ่งที่โซนี่ที่เราทำเพลงประกอบละครซะเยอะ เพลงโฆษณา เพลงประกอบรายการ และเล่นเป็นแบคอัพให้ศิลปิน”
แต่แล้ววันหนึ่งจังหวะชีวิตก็เปลี่ยน จากที่มีงานเล่นดนตรีอยู่ภูเก็ตและคิดจะตั้งรกรากที่นั่น ก็มีเหตุให้ต้องแยกย้ายกับคนรักที่คบกันมานาน เขาจึงขับรถโฟล์คคู่ใจมุ่งขึ้นเหนือเพื่อไปหาพี่ชายที่เชียงคาน
![]()
รถหนึ่งคัน กีตาร์หนึ่งตัว และการเดินทางที่ไร้จุดหมายปลายทาง
“มีรถคันนึง กีต้าร์ตัวนึง ตั้งใจไปหาพี่ชาย เขาไปทำโฮมสเตย์อยู่เชียงคาน ชื่อ “บ้านเมืองคาน อกหักพักบ้านนี้” ใจก็คิดว่าจะไปถึงไหมวะ ใช้เวลา 6 เดือนกว่าจะถึงเชียงคาน แวะทุกจังหวัด เงินหมดก็เล่นกีต้าร์เปิดหมวก ได้เงินมาก็เติมน้ำมัน ได้เจอผู้คน เริ่มชอบความหลากหลายของสถานที่ เริ่มสนุกกับการไปชิมอาหารตามที่ต่างๆ จริงๆ ก็เป็นนักชิมตั้งแต่อยู่ภูเก็ตแล้ว ด้วยความที่ไปเล่นดนตรีตามโรงแรม ทำให้ได้ชิมอาหารที่หลากหลาย ตอนนั้นอินเตอร์เน็ตเริ่มมา เริ่มค้นหาข้อมูลได้ ก็เริ่มมีความรู้เรื่องอาหารเพิ่มขึ้น พอไปถึงเชียงคานก็รับบทนักดนตรี ขายเครื่องดื่ม ชงค็อกเทลด้วย ทีนี้มันยังขาดอาหาร เราเลยรับหน้าที่เป็นพ่อครัว ทำอะไรขายนิดๆ หน่อยๆ พอคนเริ่มเยอะพี่ชายอยากย้ายออก เขาอยากไปอยู่น่าน เราเลยย้ายไปอยู่ที่น่านกัน ไปเปิดโฮมสเตย์ชื่อ “รอรักริมน่าน” เป็นซีรีย์ที่ 2 ของบ้านเมืองคาน ไม่ได้อยู่ริมน้ำน่านนะ แต่อยู่ริมขอบจังหวัดน่าน
![]()
ก็ถือว่าไปได้ดี เพราะใหม่มากสำหรับคนน่าน ฝรั่งอยู่ที่น่านก็เยอะ มีบาร์ มีเครื่องดื่ม มีดนตรีเหมือนเดิม เรื่องที่พักก็ต้องรอช่วงหน้าหนาวถึงจะมีคน เราก็ทำครัวด้วย พอ 3 ทุ่มก็ปิดครัว แล้วขึ้นไปเล่นดนตรี อาหารที่ทำเริ่มเปลี่ยนจากอินเตอร์เนชันนัลจ๋า นำความเป็นท้องถิ่นเข้ามาเสริม ทำเป็นเมนูแปลกๆ เริ่มไปเจอวัตถุดิบแปลกๆ จากการเข้าไปจ่ายตลาดตอนเช้า เริ่มลึกเรื่องการเลือกวัตถุดิบมากขึ้น เริ่มปลูกผักเองหลังบ้าน
![]()
ช่วงนั้นมีงานน่านอาร์ตเฟสติวัล เลยเป็นจิตอาสาไปช่วยงาน ช่วยทำ 2 ครั้ง แล้วก็คุยกับพี่ชายว่าเราจะไม่อยู่ที่น่านแล้ว จะกลับเพชรบุรีไปดูแลแม่ คุยกับเพื่อนว่าอยากเปิดร้านอาหารแถวเขาวัง เป็นอาหารที่เอาวัตถุดิบท้องถิ่นของเพชรบุรีมาทำ แต่พออยู่ได้ไม่กี่เดือน แม่ก็ไม่อยากให้อยู่ด้วย เพราะเขาบอกว่าไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระลูก ยังช่วยเหลือตัวเองได้ อยากให้ลูกไปใช้ชีวิตของตัวเอง ช่วงเดียวกันนั้นเองบังเอิญว่ามีบ้านไม้เก่าๆ กับที่เปล่าๆ ว่างอยู่ พี่ชายกับเพื่อนของเขาเข้าไปช่วยกันปรับปรุง เจ้าของเขาเลยถามว่าใครอยากมาอยู่หรือทำอะไรไหม เราก็สนใจเลยตกลงรับทำเอง ก็เข้ามาปรับปรุงทำเพิ่ม เปลี่ยนประตู ปลูกต้นไม้ ไปทำงานที่ภูเก็ตเก็บเงินส่งกลับมาให้ช่างทำ ปีแรกยังไม่ทันเปิดน้ำท่วมเสียก่อน แถวนั้นเขาเรียกท่าลี่ มีน้องที่รู้จักอยู่ที่น่านบ้านอยู่ใกล้ ก็บอกให้ช่วยไปดูหน่อย เขาตอบมาคำเดียวว่า “ผมไม่มีเรือ” พูดคำนี้ใจหายเลย พอเขาถ่ายรูปส่งมาให้ดู น้ำท่วมถึงหน้าต่างชั้น 2 แล้ว ตอนนั้นประมาณปี 2559 กลับไปก็ไปนั่งเศร้าอยู่หน้าบ้าน คุณป้าข้างบ้านที่คุ้นเคยกันเดินผ่านมาถาม “นั่งทำอะไรลูก” เราก็บ่นว่า “จะอยู่ยังไงเนี่ยแม่” เขาก็บอก “โอ้ย แม่อยู่มา 50-60 ปีแล้ว แม่ยังอยู่ได้เลย” “แล้วแม่ทำไงล่ะ” “ซื้อเรือลูก!” เท่านั้นแหละเราหัวเราะลั่นเลย เป็นคำตอบที่ฟังดูขำ แต่มันเปิดมิติการรับรู้ของเรามากเลย ทำให้คิดได้ว่า บางครั้งเราไม่ต้องพยายามแก้ปัญหา แต่เราจะอยู่กับปัญหายังไง เท่านั้นแหละ สว่างเลย หลังจากนั้นเมืองก็มีการจัดการน้ำที่ดีขึ้น ยังท่วมอยู่บ้าง แต่ท่วมน้อย
![]()
พอเริ่มทำโฮมสเตย์ เราก็เริ่มทำอาหารด้วย เพราะต้องมีอาหารเช้า นี่คือจุดที่เรียกว่าเป็นการทำอาหารจริงจังเกิดขึ้น เราก็ลงในเวบไซท์จองห้องพักต่างๆ เพราะตั้งใจว่าที่นี่จะเป็นบ้านพักที่มีฝรั่งมาอยู่เยอะที่สุด ด้วยความที่บ้านเป็นบ้านไม้ กลัวคนจะกลัวเพราะสีมันทึม เราเลยทาสีเป็นลูกกวาดเลยในบางจุด ทำให้รู้สึกสดใสขึ้น เรื่องอาหารเราก็คิดต่างจากที่อื่น เราคิดว่าถ้าเราไปเที่ยวยุโรปตื่นเช้ามาเราก็อยากกินอาหารท้องถิ่น เราคงไม่อยากตื่นมากินผัดกะเพรา เราเลยคิดว่าจะทำอาหารเช้าแบบไทย มีข้าว มีแกง คนก็บอกว่าทำธุรกิจต้องดูเรื่องต้นทุน ที่ทำอยู่นี่เกินต้นทุนแล้ว ถ้ามองในมุมว่ายังไงเราก็ต้องกินข้าวด้วยเหมือนกัน ก็ถือเป็นผลพลอยได้ และถ้าบางครั้งมันมีมากเกิน เราก็จะประกาศในกลุ่มเล็กๆ ว่าวันนี้มีแกงนี้ ใครอยากได้มั่ง มันก็ทำรายได้ให้เรา
![]()
ช่วงนั้นต้องไปตลาดบ่อย ไปเจอวัตถุดิบท้องถิ่น แปลงร่างวัตถุดิบเป็นเมนูพิเศษให้กินง่าย ฝรั่งกินได้ ถ้าเป็นมังสะวิรัติก็ใช้เห็ดหรือเต้าหู้ ทำอยู่ได้ประมาณหนึ่งก็เริ่มมีเพื่อนมานั่งเล่นตอนเย็น ก็ทำกับข้าวกินกัน”
![]()
น้ำท่วม ไม้ล้ม และการบังเอิญค้นพบความลับของควันไฟ
วันดีคืนดีลมพายุก็พัดมา หอบของขวัญชิ้นที่เหมือนเป็นเครื่องมือวิเศษให้เขาพบเส้นทางใหม่ ถึงแม้จะเป็นลมพายุที่สร้างความเสียหาย แต่ทุกความพังทลายมักตามมาด้วยสิ่งใหม่เสมอ
“มีอยู่วันหนึ่งลมพัดแรงมาก ต้นไม้ข้างบ้านล้มทับหลังคาบ้านเรา ข้างบ้านเป็นบ้านหมอ เขาก็เรียกเทศบาลมาจัดการต้นไม้ มีเศษไม้เต็มไปหมด หมอถามว่าจะให้เก็บเศษไม้ไปไหม เราก็บอกไม่เป็นไร ขอเก็บไว้ ปีนั้นหนาวมาก เลยกะเก็บไว้ทำฟืนก่อไฟ ต้นไม้ที่ล้มนั้นเป็นต้นละมุดป่า อายุน่าจะถึง 100 ปี มันโค่นลงมาทั้งสองต้น
ช่วงนั้นเราทำโฮมสเตย์ของตัวเองอยู่ก็จริง แต่ยังต้องไปทำอาหารให้โฮมสเตย์ของพี่ชายด้วย ตอนเย็นก็ไปช่วยทำครัว แล้วก็ไปเล่นดนตรีด้วย มีอยู่วันหนึ่งเอาไม้เนี่ยแหละไปก่อฟืนเพื่อจะย่างหมูกินเล่นกัน แล้วเราก็ได้กลิ่นว่าเฮ้ยทำไมมันหอมจังวะ เป็นเพราะไม้ละมุดนี้เหรอ ก็เลยลองเอาไม้อื่นมาจุดไฟดู ปรากฎว่ายังไงก็ไม่หอมเท่า จึงเริ่มสงสัยว่าทำไมถึงมีกลิ่นมากกว่าไม้อื่น อาจจะเป็นเพราะอายุด้วย เป็นไม้ป่าด้วย แล้วก็แห้งได้ที่
![]()
เลยไปค้นหาในอินเตอร์เน็ตทำความเข้าใจเรื่องไม้ เรื่องควันเอามาทำอาหารได้ยังไง พบว่ามันคือวิธีโบราณ ก็เริ่มหลงใหลทำให้รู้สึกว่าอยากกลับไปใช้วัตถุดิบท้องถิ่น โดยใช้เทคนิคโบราณสไตล์บาร์บีคิวรมควันอะไรแบบนี้ เราเลยคิดทำเตาเอง ไปซื้อถัง 200 ลิตรมา เรียกเพื่อนมาช่วยกันทำ นั่งเชื่อมเหล็กกันเอง ช่วงนั้น YouTube เพิ่งมา ก็มีคนลงวิธีทำไว้บ้าง แต่มีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง คนที่เราดูเป็นเจ้าของร้าน แฟรงคิน บาร์บีคิว (Franklin Barbecue) เราก็ข้อความไปถาม เขาก็ให้คำแนะนำที่ดี เราก็เริ่มลงลึกไปเรื่อยๆ ไปศึกษาวัฒนธรรมอาหารที่มาของบาร์บีคิว ว่ามันมีที่มาจากชนเผ่าแอซเท็ก (Aztec) หรือชนเผ่ามายันโบราณ เขาจะทำการขุดดินลงไป เอาหินร้อนวางข้างล่าง ก่อนเอาใบอากาเววาง แล้วเอาหมูทั้งตัววางลงไป วางมันฝรั่งและข้าวโพดลงไปด้วย จากนั้นปิดด้วยใบอากาเวอีกที เผาทิ้งไว้แล้วก็ไปทำงาน เลิกงานมาก็ขุดเอาขึ้นมากินกับเครื่องเทศ เหลือก็เก็บไว้กินตอนเช้า หรือไม่ก็พกไปกินตอนกลางวันอีกที ภายหลังเกิดการแทรกแซงของสเปนที่เข้ามายึดอำนาจ ก็เกิดการกระจายตัวของคนท้องถิ่น บางส่วนก็ขึ้นเหนือไปถึงเม็กซิโกไปถึงเท็กซัส จึงเกิดเป็นวัฒนธรรมปิ้งย่างแบบบาร์บีคิว เทคนิคมันก็มีแค่เกลือกับไฟ วัดกันที่ตรงนี้ ลองทำจนเพื่อนบอกว่าเปิดขายเลย ก็เลยเป็นที่มาของ Secret Yard ที่เปิดในสวนของโฮมสเตย์นั่นเอง”
![]()
การค้นพบโดยความบังเอิญ ทำให้เกิดแนวทางในการทำอาหาร บวกกับการได้พบเจอผู้คนหลากหลายชาติที่มาพักที่โฮมสเตย์ จึงเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเรื่องอาหาร
“คนที่มาพักมีหลายเชื้อชาติ สิ่งแรกที่เราตั้งธงไว้เลยคือ จะถามเขาว่าอาหารเช้าของบ้านเขากินอะไรกันบ้าง
เราใช้วิธีแลกเปลี่ยน บอกเขาว่าถ้ายอมเล่าให้ฟัง จะสอนเขาทำต้มข่าไก่ เราสอนทำต้มข่าไก่ไปน่าจะเป็นพันหม้อได้แล้วมั้ง เพราะมีมาเกือบทุกประเทศ ส่วนใหญ่เป็นยุโรป
![]()
การทำโฮมสเตย์ก็เหมือนการเดินทาง แต่กลับกันที่มีคนเดินทางมาหาเราแทน ก็เลยไม่ค่อยเหงาเท่าไหร่ ถ้าไม่ได้เดินทาง ดนตรีก็ยังเล่นอยู่ด้วย แล้วก็ทำอาหารไปด้วย ก็เลยเป็นจุดที่การเดินทางกับอาหารมาอยู่ใกล้ๆ กัน”
แต่เมื่อลมหอบของขวัญชิ้นใหญ่มาให้แล้ว น้ำก็มาพัดหลายอย่างจากเขาไป ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่เกือบจะไม่มี Smoke Swagen ในวันนี้
“จากคนที่มีพลังบวกขั้นสุด ชีวิตก็เหมือนโดนทุบอีกครั้ง จากที่เคยลำบากและคิดว่ากำลังจะได้เวลาสบายแล้ว โควิดก็มาซะงั้น ทั้งที่พักทั้งร้านอาหารเงียบเลย โควิดเสร็จเราก็พยายามดิ้น ยังเช่าอยู่ ก็เริ่มทำออนไลน์ขาย เพราะตอนนั้นร้านมีทั้งบาริสต้ามีทั้งเชฟแล้ว โควิดนี้เป็นช่วงที่หนักสุด
![]()
โรคระบาด อุบัติเหตุ และการคืนชีพของนกฟีนิกซ์
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดในชีวิต ร้านอาหารสามร้านปิด แคมป์ที่เพิ่งลงทุนทำกับเพื่อนไว้ปิด เพราะกะว่าจะทำทุกอย่างเพื่อเก็บเงินไว้สำหรับมีลูกในอนาคต ซ้ำยังโดนแฟนบอกเลิก แม่ก็ป่วยช่วงนั้นอีก พาไปโรงพยาบาลก็ไม่ได้เพราะว่าล็อคดาวน์ ตอนนั้นคือเจ็บปวดชิบเป๋ง ไม่อยากอยู่แล้ว พอดีมีรุ่นน้องมาหา พอเห็นหน้าเรา มันไม่กลับเลย อยู่เป็นเพื่อนเรา ที่พักก็ยังมีลูกค้าอยู่ เพราะติดล็อคดาวน์ เราเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง รุ่นน้องก็รับลูกค้า ดูแลลูกค้าไป ในใจตอนนั้นคิดว่าแค่ว่าให้เขากลับกันก่อน เพราะไม่อยากให้ใครเห็นเราในสภาพนี้ แต่ล็อคดาวน์มันก็นานมากไง…
จนเช้าวันหนึ่งเกิดคำถามขึ้นกับตัวเองว่านี่เราจะตายให้ได้จริงๆ เหรอ หน้าแม่ก็ลอยมา บอกตัวเองทันทีว่าไม่ได้ แม่ยังอยู่ คิดแค่นี้ ก็เลยหาที่ระบาย เขียนเพลงออกมาได้เพลงหนึ่ง ชื่อเพลง How Can I Move On หลังจากนั้นก็ออกมาจากห้อง ไม่นานก็คลายล็อคดาวน์ หลังจากนั้นก็แต่งเพลง All Alone ส่งไป Cat Radio เข้ารอบ 5 เพลงสุดท้ายซะงั้น เราก็คิดว่า ...เอ้อ มาทางนี้ก็ได้นี่หว่า เพราะตอนที่คิดสั้น โทรหาเพื่อน เล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนบอกจะรีบไปไหน แต่งเพลงไว้ตั้งเยอะแยะ ยังไม่มีใครได้ฟังเลย อยู่ทำเพลงก่อน แล้วตอนนั้นเพลงเราก็ไต่อันดับขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยคิดว่าทำอะไรที่สร้างแรงบันดาลใจ ส่งพลังบวกให้ผู้คนดีกว่า
![]()
ก็เริ่มไปเช่าที่ทำร้านอาหารอีกที่หนึ่ง ทำอีเวนท์ทำเฟสติวัลที่น่าน เปิดร้านราเมน ขายได้วันละ 10 กว่าชาม ตั้งเป้าไว้เท่านี้ เพราะทำคนเดียว ที่พักก็ยังต้องดูแลไม่ได้จ้างใครทำ ช่วงนั้นฝึกทำเส้นราเมนเองเพราะความชอบ ก็ได้รับการตอบกลับที่ดี เพราะที่นั่นไม่มีใครทำเลย ราเมนเส้นสด ชื่อร้านซีเคร็ต อิซากายะ เริ่มจ้างพนักงาน จ้างคนดูแลที่พัก เพราะกำลังจะเข้าไฮซีซั่น เปิดร้านได้ประมาณ 10 วัน มีอยู่วันนึงเราต้องไปช่วยงานรุ่นน้อง ก็เลยปิดร้าน 2 ทุ่ม ขับรถกระบะแครี่ไปทำซาวน์เอ็นจิเนียร์ ทำเสร็จกะกางเต็นท์นอนแถวนั้น ฝนเกิดตกก็เลยเก็บเต็นท์แล้วขับกลับน่าน ระหว่างทางฝนตกหนักมาก บวกกับเราพักผ่อนน้อยรู้ตัวอีกทีชนต้นไม้แล้ว ยังพอมีสติมองกระจกเห็นเลือดเต็มหน้าเต็มตัวตัวเอง ขยับตัวไม่ได้ ขยับแขนได้นิดหน่อย เลยกดแตรยาวจนชาวบ้านออกมาดู จะหยิบโทรศัพท์โทรหาแม่ เพราะคิดว่าคงไม่รอด แต่หยิบไม่ได้ คิดว่าไปแน่ๆ เริ่มห่วงนู่นนี่ แล้วก็คิดได้ว่าถ้าจะไป ขอไปแบบสงบดีกว่า ก็เลยเริ่มตัดทีละอย่าง ไม่คิดแล้ว เลยหลับตาทำสมาธิ คนมาช่วยก็บอก “อย่าหลับตาๆ” เราบอก ผมทำสมาธิครับ รออยู่ 2 ชั่วโมงครึ่งรถคันแรกก็มาช่วย แต่เปิดประตูเอาเราออกมาไม่ได้ เพราะไม่มีที่งัด สลบไป 2 วัน รู้ตัวอีกทีอยู่ในไอซียูแล้ว พยาบาลบอกว่าห้ามขยับตัว สะโพกแตก ซี่โครงหัก 7 ซี่ ดีที่ไม่ทิ่มปอด เข่าต้องผ่าตัด ตาต้องผ่าใส่ไทเทเนียมแทนกระดูกที่แตก ดีที่ตายังทำงานได้ปกติ แม่ก็ต้องมาดูแลทั้งที่ป่วย พอรักษาตัวจนหายดี ร้านก็ต้องปิดไปเลยเพราะตอนเราไม่อยู่มันไม่มีคนทำ ตอนป่วยก็ใช้เงินรักษาตัวไปเยอะมาก เงินเก็บก็หมดถึงกับต้องเป็นหนี้ ก็เลยหางานทำเป็นที่ปรึกษาร้านอาหารตามรีสอร์ท
![]()
นั่นคือหลังจากที่กายภาพไปได้หนึ่งเดือน ซึ่งหมอบอกว่าต้องกายภาพสี่เดือน แต่เรารอไม่ได้แล้ว เราต้องทนเจ็บและทำงานไปด้วย
แล้วก็มีคนที่เคยมากินราเมนเราแล้วชอบชวนไปเปิดที่เชียงใหม่ ทำไปสักพักเราก็กลับมาน่าน ที่พักก็พังโทรม คนที่ดูแลก็กำลังจะลาออก ช่วงนั้นเดินทางไปมาเชียงใหม่น่านอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ไปเจอคนที่ทำรายการท่องเที่ยว คุยกันแล้วถูกคอ เขาพาเราไปออกกำลังกาย จากที่เดินไม่ได้ก็แข็งแรงขึ้น คุยกันอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ห่างกันไป ชื่อ Smoke Swagen ก็มาจากเขา
หายแล้วก็หาที่ขายของ ไปขับซาเล้งขายสเต๊กอยู่ถนนคนเดินท่าแพ เชียงใหม่ ตอนนั้นหาผู้จัดการคนใหม่มาเฝ้าที่พักที่น่านได้แล้ว เราก็ต้องหาเงินค่าจ้างเขา รอให้เข้าไฮซีซั่นอีกครั้ง ถ้าเข้าไฮซีซั่นได้ก็รอดแล้ว เพราะปีที่ผ่านมาเรารอดมาแล้ว จังหวะเดียวกันนั้น รุ่นน้องชื่อโอ๊ตที่เคยแข่งรายการมาสเตอร์เชฟก็ส่งข้อความมา บอกว่ามีรายการแข่งขันทำอาหารกำลังรับสมัคร วันนั้นเป็นวันสุดท้ายแล้ว เราก็อัดคลิปส่งไป เป็นวันเดียวกับที่พี่ชายบอกให้ไปไหว้พระขอขมาที่วัดเสียหน่อยสิ เผื่ออะไรจะดีขึ้น เราก็เลยไปไหว้พระ แล้วนั่งสมาธิ ตอนนั้นก็ได้ยินเสียงพูดข้างหูว่า “บวชหน่อยไหม” หลังจากนั้นก็มีโทรศัพท์เรียกให้ไปสัมภาษณ์ แล้วก็ได้เข้าไปแข่ง กำลังแข่งเทปท้ายๆ แล้ว น้ำท่วมที่น่าน วันที่อัดรายการอยู่มีสายเข้าเป็นร้อยสาย แต่ติดต่อเราไม่ได้ พอเราโทรกลับ ทางนั้นบอกว่า ไปหมดแล้วนะ ไม่เหลืออะไรเลย
![]()
อาหารพลังบวก ส่งต่อพลังงานดีๆ ให้กับผู้คน
เมื่อชีวิตต้องไปต่อ เขาจึงขนเตารมควันขึ้นรถโฟล์คคู่ใจ ไปไหนไปกัน นำเรื่องราว อาหาร และดนตรีไปพบเจอผู้คน
“หลังจากแข่งเสร็จเราก็เอารถมาทำ ตั้งใจจะขายของที่กรุงเทพฯ แต่ก็โดนไล่ที่ ก็เลยตัดสินใจออกเดินทาง ตระเวนขายของทั่วประเทศ โดยมีเพื่อนๆ คอยหนุนหลัง ทุกคนเต็มใจช่วยเหลือเราเต็มที่ ขาดเหลืออะไรเขาก็จัดการให้ ทั้งเรื่องรถเรื่องของ เราเองก็ต้องจัดการวางแผน ทั้งเรื่องการเดินทาง ติดต่อสถานที่ เรื่องวัตถุดิบเหนื่อยมาก เหมือนไปทัวร์คอนเสิร์ต เอาการเดินทาง เอาเรื่องเล่าไปกับอาหาร รู้เลยว่าในชีวิตนี้มีสามสิ่งนี้ก็พอแล้ว “เพลง อาหาร การเดินทาง” เราไม่กลัวเรื่องอดตาย เพราะเราผ่านจุดที่ตกต่ำสุดๆ มาแล้ว การวางแผนคือการไม่วางแผนไปแล้ว อยู่กับความเป็นจริงแค่นั้น”
แล้วลมทะเลอันสดใสก็กวักมือเรียกให้เขามาเริ่มเส้นทางใหม่ ที่ซึ่งเขาจะได้นำความตั้งใจที่จะส่งต่ออาหารพลังบวกให้กับผู้คน จึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ Smoke Swagen Positive Food ที่อยากให้คนได้กินอาหารปลอดภัยตามฤดูกาล
![]()
“ร้านสโมคสวาเก้น หัวหิน ใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่จากท้องถิ่นที่รู้แหล่งที่มาของเครือข่ายเกษตรกรอย่าง ทรูลี่ออร์แกนิค พรานพอเพียง หรือผักออร์แกนิคจากสวนพี่หลวง ป่าละอู ปลาที่ใช้ก็ใช้ปลาจากมานิตย์ ฟาร์ม ซึ่งมั่นใจในคุณภาพได้ และวัตถุดิบอื่นๆ ที่คัดสรรมาอย่างดี อาหารก็จะเป็นแนวผสมผสานเอเชียและตะวันตก เสิร์ฟในบรรยากาศสบายๆ อบอุ่น พาครอบครัวมาทานได้ ในราคาที่เหมาะสม
เราอยากส่งต่อพลังบวก เพราะระหว่างที่เดินทาง เจอคนที่เขาส่งพลังบวกให้เราเดินต่อไปได้ เราก็เลยอยากส่งต่อสิ่งนี้ให้คนไปต่อได้เหมือนกัน ซึ่งนี่คือที่มาของ Smoke Swagen Positive Food เรายึดถือปรัชญาอิคิไกในการใช้ชีวิต ทำอะไรก็ได้ที่เรารักให้ดีที่สุด และจะทำให้ดีที่สุดได้ก็ต้องมี ประโยชน์ต่อโลกใบนี้ด้วย และทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยถึงจะครบเป็นหลักอิคิไก เพื่อเราจะได้มีแรงทำต่อและพัฒนาขึ้นไป”
![]()
ในไทยมีคนทำอาหารสไตล์บาร์บีคิวรมควันไม่ใช่น้อย แต่เสน่ห์ของ Smoke Swagen อยู่ที่เตาที่เขาทำขึ้นเอง ผสมผสานเทคนิคจากประสบการณ์ส่วนตัวเข้าไป รวมถึงการให้ความสำคัญเรื่องการเลือกวัตถุดิบ ความตั้งใจ และความใส่ใจ ใครที่ได้มาชิมก็ถือว่าคุ้มค่าเกินราคามาก
จากที่ผ่านการทดลองมามากมายทำให้รู้ว่าไม้แต่ละชนิดให้กลิ่นรสต่างกัน เขาเลือกใช้ไม้ลำไยซึ่งเป็นไม้ท้องถิ่นที่หาง่ายและให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ เนื้อที่นำมารมควันก็มีทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว ไก่ เป็ด ส่วนปลาเขาเลือกนำเสนอด้วยวิธีอื่น เพราะอยากชูวัตถุดิบกลิ่นรสธรรมชาติจริงๆ
![]()
เมนูเด่นคงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากหมูและเนื้อรมควันไม้ลำไย ที่เสิร์ฟพร้อมซอสแจ่วมะแขว่น หรืออกเป็ดรมควันซอสน้ำตาลโตนดรีดักชั่น ใครเป็นสายมังสะวิรัติก็มีเต้าหู้คั่วพริกเกลือให้เลือกรับประทาน หรือหากอยากอิ่มในจานเดียว ข้าวหน้าปลานิลมานิตย์ก็ตอบโจทย์ได้ดี
สายดื่มหากอยากได้กับแกล้มกลมกล่อมคับคุณภาพ ต้องลองยำเนื้อเมืองเพชร ที่ใช้เนื้อตุ๋นนุ่มละลายในปาก เสิร์ฟกับน้ำยำรสจัดจ้านสไตล์เพชรบุรี
![]()
ชีวิต = ดนตรี อาหาร และการเดินทาง
หากถามว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ตอนนี้จะพาเขาไปยังจุดไหน นอกจากความตั้งใจส่งต่อพลังงานดีๆ ให้คนอื่นผ่านรูปแบบของอาหารแล้ว ดนตรีและศิลปะซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่กับเขามาทั้งชีวิต ก็ได้ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวอย่างสอดคล้องอยู่บนจานอาหารของเขา ที่แทบจะเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาผ่านอาหารในหนึ่งจานได้เลยทีเดียว
“เรารู้สึกว่าการผสมผสานศิลปะเข้าไปในอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้เกิดความอบอุ่น ทำให้จิตใจคนไม่แข็งกระด้าง ใช้ชีวิตได้อย่างกลมกลืนกับผู้คนและสิ่งแวดล้อม
เราคงยังไม่ทิ้งการเดินทาง การเดินทางรอบใหม่อาจจะเหมือนการไปทัวร์คอนเสิร์ต แต่ไม่ใช่ระยะยาวเป็นเดือนๆ อาจจะไปสักอาทิตย์หนึ่ง ที่ร้านนี้ถึงเราไม่อยู่ก็เปิดปกติ เพราะมีเชฟหนุ่ม (ศรายุทธ มากมี) ช่วยดูแลอยู่ เรามองว่าให้ตรงนี้เป็นร้านที่เข้าถึงง่าย พาครอบครัวมากินได้ มาเพราะว่าอาหารอร่อย
![]()
หัวหินมีแหล่งวัตถุดิบดีๆ อยู่เยอะ ก็เลยมองว่าเราน่าจะทำร้านไปถึงระดับมิชลิน สตาร์ได้ มีพี่ที่รู้จักกันชื่อพี่โจ้ เขาพูดกับเราว่า คุณทำอาหารอร่อยอยู่แล้ว แต่คุณไม่มีชื่อ ต้องทำให้ตัวเองมีชื่อก่อน เราไม่ได้มองเรื่องเงินเป็นหลัก แต่เรามองเรื่องชื่อเสียงมากกว่า การออกรายการก็เหมือนเป็นตัวช่วยหนึ่ง แต่เรามองไปไกลกว่านั้นอยากไปให้ถึงระดับโลก
ร้านนี้จะเป็นร้านแรกที่เป็นหมุดหมายสำหรับการตั้งธงเพื่อทดลองและอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง แล้วเราก็จะไปเปิดอีกร้านหนึ่งที่ซอยหัวหิน 51 เป็นร้านไฟน์ไดนิ่ง คิดชื่อไว้แล้ว ชื่อร้าน ปณีต (PANETA) เป็นภาษาบาลี ก็คือคำว่าประณีตนั่นเอง
คำนี้เราได้มาตอนที่เรากำลังจะลาสิกขาจากวัดหาดเจ้าสำราญ พระอาจารย์ท่านถามว่าสึกแล้วจะไปทำอะไร เราก็บอกว่าจะไปเดินทางทำอาหาร ไปเคลื่อนไหวเรื่องการดูแลวัตถุดิบท้องถิ่นให้ยังคงอยู่ ท่านก็ยื่นหนังสือให้เล่มหนึ่ง เป็นตำรายาโบราณแล้วบอกว่า “จงยังประโยชน์สิ่งใดด้วยความประณีตเถิด” จึงเป็นที่มาของชื่อร้านต่อไปที่จะเปิดครับ”
![]()
หากเปรียบชีวิตของคนคนหนึ่งเป็นบทเพลง เรื่องราวของเขาอาจจะเหมือนบทเพลงของสายลม ที่มีทั้งลมแล้ง เย็นชื่น อบอ้าว พายุโหมกระหน่ำ หรือลมยามเย็นบนระลอกคลื่น และตอนนี้สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้นำพาบทเพลงนี้มาบรรเลงอีกครั้ง แต่ไม่ได้เป็นท่วงทำนองของเขาเพียงคนเดียวอีกต่อไป เพราะบทเพลงอันแสนโอชะของเขานำพาพลังบวกมาสู่ผู้คน บรรเลงอยู่บนจานอาหาร สอดประสานอยู่ในเครื่องปรุงที่คัดสรรพิเศษซึ่งไม่สามารถบรรยายได้ด้วยตัวอักษร นอกจากว่าคุณจะต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง
ร้าน Smoke Swagen by โกอิ่มบอม
ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับร้าน ปลีกวิเวก คาเฟ่
เปิดทุกวัน 10:00-22:00 น.
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
