เตรียมดัน “เขาใหญ่” ศูนย์กลางสยามควอนตัมวัลเลย์
อีกไม่เกิน 5 ปี โลกนับถอยหลังเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีควอนตัม
ในวันที่เราพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้ฉลาดล้ำ ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย ครอบคลุม แม่นยำ และรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในอีกด้านหนึ่งของโลกแห่งเทคโนโลยี ยังมีสิ่งที่กำลังซุ่มพัฒนาที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computing) เป็นเทคโนโลยีที่จะพาโลกทะยานไปสู่ความล้ำสมัยยิ่งขึ้น ด้วยการทลายขีดความสามารถในการประมวลผลให้ทรงพลังมากกว่าเดิม แต่กลับลดการใช้พลังงานลงอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
![]()
ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างคึกคัก มีการอัดเงินลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยีควอนตัมรวมๆ แล้วกว่า 1.6 ล้านล้านบาท
ขณะที่ประเทศไทยก็เริ่มออกสตาร์ท ตั้งแต่ช่วงปี 2562 ในสมัยที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) ด้วยงบประมาณราว 300 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.01% ของตัวเลขการลงทุนทั่วโลก
![]()
ด้วยตัวเลขการลงทุนนี้ หากเป็นการแข่งขันก็ต้องบอกว่าเรามีโอกาส 1 ใน 10,000
เป็นโอกาสที่อาจจะดูริบหรี่ แต่ถามว่าทำไมเราจึงปล่อยให้รถไฟขบวนนี้ผ่านหน้าไปเฉยๆ ไม่ได้ Khaoyai Connect ได้พูดคุยกับ อ.นนท์ หรือ รศ.ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา อดีตคณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และประธานเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมแห่งประเทศไทย (QTRIC) ในวันที่หลายคนเห็นตรงกันว่าเรายังมีโอกาส
และพื้นที่เขาใหญ่ คือ จุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะเจาะในการเป็นศูนย์กลางควอนตัมของไทย โดยเชื่อว่าชัยภูมิผืนธรรมชาติมรดกโลกนี้จะเอื้อให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นแล้วที่ซิลิคอน วัลเลย์
![]()
ยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่าน จากยุคอนาล็อก สู่ยุคดิจิตอล และเตรียมพร้อมนับถอยหลังก้าวสู่ยุคควอนตัม
ก่อนที่จะไปถึงอนาคตที่หลายคนอาจจะยังนึกภาพไม่ออก อ.นนท์ ชวนเราย้อนอดีตตั้งแต่ยุคอนาล็อกที่มีบุรุษไปรษณีย์ทำหน้าที่ส่งจดหมาย กว่าจะถึงมือผู้รับก็ใช้เวลาหลายวัน โดยเฉพาะต่างประเทศนับแล้วก็นานหลักเดือน จนเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิตอลเราสามารถใช้อีเมลติดต่อสื่อสารกันแบบส่งปุ๊บถึงปั๊บ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปก่อนหน้าเราก็คงจะจินตนาการไม่ออกว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร ซ้ำแล้วการมาถึงของเทคโนโลยียังมีผลกระทบในเชิงเศรษศาสตร์ จากเดิมการส่งจดหมายต้องมีค่าใช้จ่าย แต่การส่งอีเมลที่ทั้งดีกว่าและเร็วกว่ากลับฟรี! ดังนั้นการก้าวเข้าสู่ยุคของควอนตัมก็เช่นเดียวกัน
“ถามว่าทำไมเศรษฐศาสตร์มันถึงสำคัญ เพราะเมื่อมันเปลี่ยนเป็น Digital Economy ของบางอย่างที่ดีขึ้นมหาศาล แต่ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย เช่น อีเมล หรือ อินเทอร์เน็ต จนเกิดเป็นอีคอมเมิร์ซขึ้นมา ธุรกิจหลายอย่างถูกดิสรัป สถานการณ์เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น ร้านบาร์นส์ แอนด์ โนเบิล ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ใจกลางนิวยอร์ก ก็พ่ายแพ้ให้กับอเมซอนร้านหนังสือออนไลน์ เป็นต้น”
![]()
ควอนตัมคอมพิวเตอร์ หลักฟิสิกส์สุดอัศจรรย์ ประมวลผลในพริบตา แต่ใช้พลังงานน้อยเหลือเชื่อ
อ.นนท์ อธิบายว่า ควอนตัมเทคโนโลยีมาจากควอนตัมฟิสิกส์ โดยมีหลักการหนึ่งที่ต้องเข้าใจ คือ การซ้อนทับควอนตัม หรือ Quantum Superposition เป็นปรากฎการณ์ที่อนุภาคขนาดเล็กอย่างอิเล็กตรอนมีคุณสมบัติเหมือนกับเป็นหลายอย่างพร้อมกันได้ หรือเป็นของที่มีความพัวพันกัน ที่แม้อยู่ไกลแค่ไหนก็ลิงค์ต่อกันได้ ซึ่งความแปลกตรงนี้ในหลักการของมันสามารถนำมาสร้างคอมพิวเตอร์ที่เร็วกว่าปกติได้มหาศาล
และด้วยการคำนวณควอนตัมแบบคู่ขนาน หรือ Quantum Parallelism ยกตัวอย่าง เมื่อเราต้องแก้ปัญหาด้วยการหาของชิ้นหนึ่งในห้อง 10 ห้อง ถ้าตามปกติเราต้องเปิดทีละห้อง เป็นแบบ Single Pipeline แต่ควอนตัมแบบคู่ขนานสามารถกดเปิดครั้งเดียว ให้กุญแจทั้ง 10 ห้องทำงานพร้อมกันได้ ดังนั้นการใช้ควอนตัมจึงสามารถประหยัดพลังงานได้ 10 เท่า เป็นต้น รวมถึงการประมวลผลของควอนตัมจะเป็นการโตแบบก้าวกระโดด แบบยกกำลัง และนี่ก็ทำให้สามารถประหยัดพลังงานได้มหาศาล
![]()
“เพนพอยท์ที่ค่อนข้างเรียลริสติกที่เวิร์ลอีโคโนมิกฟอรั่มคุยกันเยอะ คือ ดาต้าเซนเตอร์ที่ตอนนี้มีเต็มไปหมดทั่วโลก ในประเทศไทยก็มีหลายบริษัทมาทำ โดยดาต้าเซนเตอร์ คือ สิ่งที่จะมาช่วยประมวลผล หรือทำหน้าที่แทนคน
ผ่านคลาวด์เซอร์วิสต่างๆ เช่น ทำบัญชี หรือกฎหมาย ที่เอไอสามารถทำได้ คำถามคือ ดาต้าเซนเตอร์มีปัญหาไหม มีปัญหาแน่ๆ อย่างเรารู้แล้วว่าทำไมดาต้าเซนเตอร์ไม่ไปลงที่สิงคโปร์ เพราะพลังงานไม่พอ หลายบริษัทก็มาทำเมืองไทย เพราะพลังงานเมืองไทยอาจพอมีเหลืออยู่บ้าง แต่สมมติว่าถ้าวันหน้าทุกอย่างจะเร็วขึ้นอีกเป็น 100 เท่าจะทำอย่างไร เพราะแค่ 1 เท่าก็ยังไปตั้งที่สิงคโปร์ไม่ได้ หากเร็วขึ้นเราจะไปเอาพลังงานมาจากไหน ซึ่งควอนตัมจะมาช่วยดิสรัปตรงนี้ และคาดว่าอีก 3-5 ปี จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง”
![]()
อ.นนท์ อธิบายต่อว่า นอกจากควอนตัมจะมาช่วยเรื่องดาต้าเซนเตอร์แล้ว เทคโนโลยีนี้ยังจะขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ อาทิ ไฟแนนซ์ โลจิสติกส์ พลังงาน การแพทย์ การสื่อสาร โดยบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์อย่าง McKinsey & Company ได้ประเมินว่าในอีก 4-10 ปีข้างหน้า รายได้ที่จะเกิดจากควอนตัมคอมพิวเตอร์จะมีประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4 เท่าของจีดีพีไทย
หากจะอธิบายให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาอีกนิด อ.นนท์ ยกตัวอย่างของการขนส่ง สมมติว่าเราจะส่งของ 50 ชิ้น การคำนวณของควอนตัมคอมพิวเตอร์จะทำได้รวดเร็ว ในการหาเส้นทางที่ประหยัดพลังงานได้มากที่สุด อาจจะทำให้ประหยัดการใช้พลังงานไปได้ถึง 10% ซึ่งเมื่อเราพูดถึงโลจิสติกส์ อาจมีกำไรที่ 5% แต่เมื่อประหยัดไปได้อีก 10% นั่นแปลว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น 3 เท่า พูดง่ายๆ คือ หากไม่มีควอนตัมเราก็อาจไม่ได้เลือกเส้นทางที่สั้นที่สุด ขาดโอกาสที่จะทำให้เราได้กำไรสูงสุด
![]()
เปิดเครือข่าย QTRIC ระดมนักวิจัย 17 สถาบัน เร่งวิจัยเทคโนโลยีควอนตัม
ในสมัยที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ นั่งเป็นเจ้ากระทรวงกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.)เป็นคนแรก ได้มีนโยบายให้ตั้งเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมแห่งประเทศไทย (QTRIC) โดยเป็นการรวมตัวของอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา ประมาณ 200 คน จาก 17 สถาบัน โดยเฟสแรกมีการร่วมกันทำงานวิจัยขั้นแนวหน้า มีการสร้างห้องแล็บ และศึกษาวิจัย ตีพิมพ์ผลงานวิจัยเพื่อให้คนได้รับรู้
“แต่มา 3 ปีหลัง ก็ต้องตั้งคำถามแล้วว่าควอนตัมจะมาช่วยประเทศได้ยังไง งานวิจัยจะเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ยังไง ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ยาก เป็นความท้าทาย แต่เมื่อกลับมาดูการลงทุนแล้วเราแข่งตรงๆ กับทั่วโลกไม่ได้แน่ แต่สิ่งที่เรามีอย่างน้อยก็คือเรื่องคน คนที่ถูกเทรนจากมหาวิทยาลัยดังๆ ทั้งฮาร์เวิร์ด เอ็มไอที สแตนฟอร์ด อ็อกซ์ฟอร์ด เคมบริดจ์ นี่เป็นแอสเซสที่สำคัญในการจะขับเคลื่อนตรงนี้ได้ ก็ต้องขอบคุณรัฐบาลจริงๆ ที่ส่งคนไปเรียนต่างประเทศเยอะมาก ผมเองก็ได้ประโยชน์จากตรงนั้น และเรามองเห็นว่ายังมีโอกาสอยู่ แม้จะไม่มาก แต่เรายังมีเวลาเท่ากัน”
![]()
ชูเขาใหญ่เหมาะสมเป็นศูนย์กลางสยามควอนตัมวัลเลย์
ต้องยอมรับว่าด้วยเม็ดเงินลงทุน ประเทศไทยอาจจะเทียบกับที่อื่นไม่ได้ แต่ภาพหนึ่งที่กลายเป็นจุดเด่นของประเทศไทย คือ เป็นที่ที่สามารถดึงคนเก่งๆ มาได้ ไม่ว่าจะเป็นงานประชุมสัมมนาวิชาการหลายต่อหลายครั้ง เราสามารถดึงหัวกะทิระดับรางวัลโนเบลมาได้มากมาย โดยพบว่าแม่เหล็กดึงดูดที่ดี คือ มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามมากมายโดยเฉพาะธรรมชาติ
“สมัยก่อนที่ผมจะจบจากสแตนฟอร์ด ตอนกลับมาเมืองไทยผมได้รับการบ้านว่าต้องไปหาคนที่ได้รางวัลโนเบลมาพูดที่เมืองไทย ผมก็คิดว่าจะทำยังไงดี เลยบอกไปว่าถ้าคุณมาผมจะพาไปเที่ยวเดินป่าแบบพิเศษ เป็นป่าที่เป็นมรดกโลกยูเนสโก เพียงเท่านั้นเขาก็ตอบรับแล้วถามว่าสามารถพาภรรยามาด้วยได้ไหม แค่นั้นเราก็โอเคเลย”
และนี่จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยกับเทคโนโลยีควอนตัม คือ การดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศ โดยใช้การท่องเที่ยวเข้ามาเป็นตัวช่วยนั่นเอง
![]()
“ตอนนี้เรามีโปรเจ็คต์ที่เรียกว่า สยามควอนตัมวัลเลย์ มันไม่ได้ซ้ำกับซิลิคอนวัลเลย์ แต่อยากให้ปลายทางมีบางอย่างคล้ายกัน เราคาดหวังว่าคนเก่งๆ จะมาอยู่ที่นี่แล้ว มานั่งคิดอะไรกัน ประเทศไทยอาจจะกลายเป็นโฮสต์ เป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อจะทำให้ทรัพยากร หรือความเก่งเหล่านั้นมาสุกงอมที่ไทย และในที่สุดกลายเป็นว่าไทยเป็นที่ที่คนต้องมา ดังนั้นเรื่องของควอนตัมเราอาจจะเริ่มจากโจทย์เล็กๆ ก่อน เช่น งานสัมมนาที่สำคัญของควอนตัมต้องมาที่ประเทศไทยอย่างน้อยปีละครั้ง”
อ.นนท์ บอกว่า ประเทศไทยมีศักยภาพบางเรื่อง และถ้ามองในเชิงจุดยุทธศาสตร์ เขาใหญ่มีความเหมาะสม เหมือนกับที่ซิลิคอนวัลเลย์อยู่ใกล้สแตนฟอร์ด มันอาจจะคนละบริบทกัน แต่มันมีสิ่งที่เหมือนกันคือแคลิฟอร์เนียอากาศดี อาหารการกินดี การเดินทางง่าย ใกล้มหาวิทยาลัยดังๆ ซึ่งเขาใหญ่ก็อาจจะเป็นจุดที่ดูดี เป็นที่อากาศดี มีสุขภาวะดี เวลเนสดี และตอนนี้เรามี M6 และจะมีรถไฟความเร็วสูงในอนาคต ถ้ารถไฟความเร็วสูงเสร็จจากบางซื่อมาปากช่อง 45 นาที ซึ่งตัวเลขนี้มันคล้ายกับจากสแตนฟอร์ดไปซานฟราน มันมีความสะดวกสบาย
“ก็เลยคิดกันว่าลองดูซักตั้งไหม เราเอาคนเก่งๆ มา ให้ไทยเป็นฮับของอาเซียน แล้วให้เขามาสร้างที่ทำงาน นี่เป็นโจทย์ที่เราต้องคิดให้แตก” ประธาน QTRIC โยนคำถามที่ต้องมีคำตอบก่อนที่จะพลาดโอกาสสำคัญรถไฟขบวนควอนตัมที่ทั้งโลกกำลังจับจ้อง
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
