ไจล์ส ไรเดอร์
คนนอก? ที่อยู่กับศิลปะร่วมสมัยไทย
"ศิลปะไม่ใช่สิ่งที่ถูกนำมาวางลงบนพื้นที่ แต่เป็นสิ่งที่เติบโตขึ้นจากพื้นที่นั้น"
ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนบางครั้งเราแทบไม่ทันสังเกต บ้านไม้หลายหลังหายไปพร้อมกับเจ้าของรุ่นแรก โรงภาพยนตร์สแตนด์อโลนกลายเป็นลานจอดรถ ร้านโชห่วยถูกแทนที่ด้วยร้านสะดวกซื้อ ตลาดเช้าค่อยๆ ถอยให้ศูนย์การค้า แม้แต่ภูมิทัศน์ของศิลปะร่วมสมัยไทยเอง ก็เปลี่ยนไปแทบทั้งหมดในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา
ทุกวันนี้ เราคุ้นเคยกับภาพของมหกรรมศิลปะนานาชาติ แกลเลอรีอิสระ เทศกาลศิลปะในจังหวัดต่างๆ ศิลปินไทยที่จัดแสดงผลงานในต่างประเทศ และนักสะสมที่เดินทางข้ามประเทศเพื่อมาชมงานเปิดนิทรรศการ
ภาพเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ ราวกับว่ามันเคยเป็นแบบนี้มาตลอด
![]()
แต่ความจริงไม่ใช่ เมื่อย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 2000 วงการศิลปะร่วมสมัยไทยยังเป็นโลกใบเล็ก ศิลปินรู้จักกันผ่านการบอกต่อ ภัณฑารักษ์เดินทางข้ามจังหวัดเพื่อเยี่ยมสตูดิโอ นิทรรศการจำนวนมากเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย มากกว่าในแกลเลอรีเชิงพาณิชย์ คำว่า "Artist Residency" ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนจำนวนมาก และศิลปะร่วมสมัยจากนานาชาติยังเป็นเสมือนเอเลี่ยนของคนไทย เชียงใหม่ยังไม่ใช่เมืองเทศกาลศิลปะ ขอนแก่นยังไม่ใช่เมืองศิลปะ และกรุงเทพฯ ยังไม่มีมหกรรมศิลปะระดับนานาชาติอย่างทุกวันนี้
ในช่วงเวลาที่ทุกอย่างยังอยู่ระหว่างการก่อตัว ชายคนหนึ่งเดินทางมาถึงประเทศไทย เขาไม่ได้มาในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้มาในฐานะนักสะสม ไม่ได้มาในฐานะภัณฑารักษ์ และไม่ได้มาเพื่อเปลี่ยนแปลงวงการศิลปะไทย
เขาเพียงแค่เดินทางผ่านมา…
ชื่อของเขาคือ ไจล์ส ไรเดอร์ (Giles Ryder)
![]()
เขาเกิดเมื่อปี 1972 ที่เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย เติบโตในสังคมที่ศิลปะร่วมสมัยกำลังขยายตัว ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อที่กรุงเบอร์ลินด้วยทุน Samstag International Visual Arts Scholarship เมืองที่ในเวลานั้นเปรียบเสมือนห้องทดลองขนาดใหญ่ของศิลปะร่วมสมัยโลก จากนั้นยังได้รับทุนศิลปินพำนักในเกาหลีใต้ และต่อมาที่ประเทศไทย ผ่านโครงการ Asialink Arts Residency ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเขา
หากมองจากภายนอก ทุกอย่างดูเหมือนเส้นทางปกติของศิลปินร่วมสมัยคนหนึ่ง เดินทาง สร้างงาน จัดแสดง สอนหนังสือ ย้ายเมือง แล้วเดินทางต่อ แต่เมื่อได้นั่งฟังเขาเล่าเรื่องหลายชั่วโมง ผมกลับพบว่า สิ่งที่น่าสนใจที่สุด ไม่ใช่เส้นทางที่เขาเดิน
แต่คือเหตุผลที่เขาหยุดเดิน…
"จริงๆ แล้ว ผมไม่ได้ตั้งใจจะย้ายมาอยู่ประเทศไทย" เสียงทุ้มในลำคอของเขาพูดพร้อมรอยยิ้มบางๆ
![]()
เดิมทีประเทศไทยเป็นเพียงจุดพักระหว่างออสเตรเลียกับยุโรป เขาอยากแวะขึ้นไปดูภาคเหนือของไทยก็แค่นั้นเอง ไม่มีแผนว่าจะอยู่ ไม่มีแผนว่าจะทำงาน ไม่มีแผนว่าจะสอนหนังสือ และไม่มีแผนว่าจะใช้ชีวิตอีกกว่าทศวรรษในประเทศแห่งนี้ แต่ชีวิตมักไม่เดินตามแผนที่เราวางไว้ บางครั้งสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเรา ไม่ใช่การตัดสินใจครั้งใหญ่ หากเป็นการตอบรับคำชวนเล็กๆ
จุดเริ่มต้นเกิดจากการติดต่อสอบถามของโครงการ Asialink ไปยังมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ทำให้ไจล์สได้รู้จักกับคณาจารย์ที่นั่น ในช่วงเวลานั้น พวกเขาแนะนำให้เขารู้จักกับสุดศิริ ปุยอ๊อก หรือ “นิ่ม” และนรเศรษฐ์ ไวทยกุล อาจารย์รุ่นใหม่ที่เพิ่งเดินทางกลับมาร่วมงานกับภาควิชาที่เพิ่งก่อตั้ง หลังจากที่ทั้งคู่เคยใช้ชีวิตและทำงานในต่างประเทศมาเช่นกัน
หลังจากได้รับเชิญให้ไปบรรยาย ไจล์สมีโอกาสเดินทางต่อไปยังเชียงใหม่ในช่วงเทศกาลลอยกระทงโดยบังเอิญ จังหวะนั้นนิ่มกำลังเดินทางกลับบ้านในช่วงวันหยุด และบอกกับเขาว่า ในฐานะคนที่ทำงานกับแสง เขาควรได้เห็นเทศกาลนี้ด้วยตาตัวเอง
ประสบการณ์ครั้งนั้นเปิดมุมมองของไจล์สต่อความเป็นไปได้ของการทำงานในประเทศไทย ซึ่งแตกต่างออกไปจากทั้งประเทศบ้านเกิดขอตนเองและยุโรป การได้เห็นว่าแสงถูกจัดวาง ถูกมอง และดำรงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันภายในเทศกาล กลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความคิดของเขา เช่นเดียวกับวิธีที่ผู้คนทั่วไปใช้แสงกันในช่วงเวลานั้น
ภาพที่เห็นให้ความรู้สึกราวกับมีผลงานของ Dan Flavin นับพันชิ้นปรากฏอยู่ทั่วสภาพแวดล้อมภายนอก หลุดพ้นออกมาจากพื้นที่สีขาวของแกลเลอรี แม้หลอดไฟเหล่านั้นจะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในฐานะผลงานศิลปะโดยตรง แต่รูปแบบและวิธีการใช้วัสดุชนิดนี้ได้กลายเป็นภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่น ประสบการณ์ดังกล่าวจึงนำไปสู่การพัฒนาโครงการ Light Space Projects
เพื่อนศิลปินที่เชียงใหม่เสนอทุนศิลปินพำนักโครงการหนึ่งให้เขา เพราะดูเหมือนเขาจะสนใจเมืองแห่งนี้ ทำไมจึงไม่ลองอยู่ให้นานขึ้นอีกสักหน่อย
คำพูดของเพื่อนใหม่ไม่กี่คน และบทสนทนาที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญในวันนั้น ก่อนที่เราจะรู้ตัว มันก็กลายเป็นชีวิตทั้งชีวิต
![]()
ประเทศไทยที่ไม่มีใครเห็น
การเดินทางครั้งแรกของไจล์ส ไรเดอร์ มายังประเทศไทย ไม่ได้เริ่มต้นด้วยโครงการศิลปะ ไม่ได้มีภัณฑารักษ์รอต้อนรับ ไม่มีนิทรรศการ ไม่มีมหาวิทยาลัย และไม่มีใครเชิญเขามา เขาเป็นเพียงนักเดินทางคนหนึ่งที่แวะลงจากเครื่องบิน เพราะประเทศไทยอยู่ระหว่างออสเตรเลียกับยุโรป
หลายครั้ง ประวัติศาสตร์ก็เริ่มต้นด้วยเหตุผลธรรมดาเช่นนี้
“ตอนนั้นผมมีงานแสดงที่เบอร์ลิน และประเทศไทยอยู่ตรงกลางพอดีจากออสเตรเลียไปเยอรมนี ผมเลยแวะมาดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง โดยเฉพาะทางเหนือของไทย”
เขาเล่าเหมือนกำลังพูดถึงการเดินทางของใครอีกคน ไม่มีน้ำเสียงของความยิ่งใหญ่ ไม่มีการเล่าว่านี่คือจุดเปลี่ยนของชีวิต เพราะในวันนั้น มันยังไม่ใช่ ประเทศไทยเป็นเพียงสถานที่หนึ่งบนแผนที่ เขาไม่ได้กำลังมองหาที่อยู่ใหม่ ไม่ได้กำลังมองหางานใหม่ และยิ่งไม่ได้กำลังมองหาประเทศที่จะใช้ชีวิตอีกกว่าสองทศวรรษ
หลายคนเดินทางมาประเทศไทยเพื่อค้นหาความแปลกใหม่ บางคนตามหาอาหาร บางคนตามหาทะเล บางคนตามหาวัด แต่ไจล์สดูเหมือนจะตามหาอะไรอีกอย่าง
![]()
...เขาตามหาผู้คน
สิ่งแรกที่เขาพูดถึงเมื่อเล่าย้อนถึงช่วงเวลานั้น ไม่ใช่ภูมิประเทศ แต่คือคนที่เขาได้พบ อาจารย์ นักศึกษา ศิลปิน ช่างทำป้าย คนขับรถ เพื่อนใหม่ ทุกคนกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ประเทศไทยในแบบของเขา
เมื่อเวลาผ่านไป เขาเริ่มสังเกตเห็นว่า ประเทศไทยมีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากหลายประเทศที่เขาเคยทำงาน ศิลปะไม่ได้เติบโตอยู่ในพิพิธภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่มันกำลังเติบโตอยู่ในมหาวิทยาลัย เรื่องนี้อาจฟังดูธรรมดาสำหรับคนไทย แต่สำหรับศิลปินที่เดินทางมาจากออสเตรเลีย เรื่องนี้น่าสนใจมาก
มหาวิทยาลัยหลายแห่งไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สอนศิลปะ แต่เป็นพื้นที่ทดลอง เป็นที่พบปะ เป็นสถานที่ที่ศิลปินรุ่นใหม่ได้พบศิลปินรุ่นก่อนหน้า เป็นพื้นที่ที่ความคิดสามารถผิดพลาดได้ โดยไม่ต้องกังวลกับว่าอะไรจะขายได้ขายไม่ได้
เมื่อเขาได้รับทุนจาก Highland Foundation ซึ่งเป็นการสนับสนุนด้านวัฒนธรรมจาก DFAT (Department of Foreign Affairs and Trade) ซึ่งมีทุนสนับสนุนโครงการหลากหลายประเภท บางโครงการเป็นด้านการแพทย์หรือชุมชน แล้วก็มีโครงการศิลปะด้วย
![]()
สำหรับเขา เงินทุนไม่ใช่เป้าหมาย หากเป็นโอกาสในการสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้พบกันผ่านศิลปะ
"ตอนนั้นผมอยากทำโครงการที่เชื่อมโยงกับเทศกาลศิลปะ และใช้ศิลปะเป็นตัวกลางในการเชื่อมผู้คนเข้าหากัน"
โครงการดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาสองปี เกิดขึ้นทั้งหมดสองเฟส แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางกลับสำคัญยิ่งกว่าตัวนิทรรศการเอง เพราะโครงการค่อยๆ ขยายเครือข่ายไปสู่มหาวิทยาลัย นักศึกษา อาจารย์ และศิลปินทั้งชาวไทยและต่างประเทศ
"มันไม่ใช่แค่การจัดนิทรรศการ" เขาย้ำ "สำหรับผม สิ่งสำคัญคือการแลกเปลี่ยน การเรียนรู้ และการแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างผู้คน"
นิทรรศการครั้งหนึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเปิดหลักสูตรด้านทัศนศิลป์ โดยเป็นความร่วมมือกับปวินท์ ระมิงค์วงศ์ ผู้ซึ่งปัจจุบันบริหาร ARTCADE และ PYE Artspace โครงการนี้นำศิลปินและอาจารย์ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รวมถึงคณาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งร่วมประสานงานโดยนิธิพัฒน์ หอยสังข์ทอง เดินทางขึ้นเหนือเพื่อทำงานเคียงข้างกับนักศึกษาในพื้นที่ สำหรับผู้เข้าร่วมจำนวนมาก นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ร่วมงานกับศิลปินจากภายนอกสถาบันของตนเอง
![]()
"บรรยากาศมันดีมาก ทุกคนได้เรียนรู้จากกันจริงๆ"
จากพะเยา เครือข่ายค่อยๆ ขยายออกไป ทั้งผ่านกลุ่มนักศึกษาในพื้นที่ โครงการย่อยที่ต่อยอดขึ้นเอง รวมถึงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำให้เกิดนิทรรศการคู่ขนานและเวิร์กช็อปในหลายพื้นที่
สำหรับไจล์ส สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ศิลปะไม่จำเป็นต้องจบลงที่ผนังแกลเลอรี หากสามารถเดินทางไปพร้อมกับผู้คน สร้างบทสนทนา และก่อให้เกิดความสัมพันธ์ใหม่ๆ ระหว่างศิลปิน นักศึกษา และชุมชนได้
หลังจากดำเนินโครงการเหล่านี้ได้ราวหนึ่งปี เขาจึงได้รับข้อเสนอให้มาสอนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก่อนจะได้รับทุนพำนักศิลปิน (Artist Residency) จากโครงการ AsiaLink ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลาอีกหกเดือน
![]()
"แม้ว่าผมจะย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ผมก็ยังกลับไปทำงานที่เชียงใหม่อยู่เสมอ การได้ใช้เวลาหลายเดือนในฐานะศิลปินพำนักทำให้ผมเข้าใจประเทศไทยลึกซึ้งขึ้น ทั้งในมิติของผู้คน วัฒนธรรม และวิธีที่ศิลปะสามารถสร้างบทสนทนากับพื้นที่ได้"
เมื่อมองย้อนกลับไป เขาเชื่อว่าบทบาทของศิลปินไม่ใช่เพียงผู้สร้างผลงาน แต่คือผู้สร้างความเชื่อมโยง เพราะบางครั้ง สิ่งที่หลงเหลืออยู่หลังนิทรรศการปิดตัวลง ไม่ใช่ตัวงานศิลปะ หากเป็นเครือข่าย มิตรภาพ และการเรียนรู้ที่ยังคงเดินหน้าต่อไปในชีวิตของผู้คนที่เคยมีโอกาสพบกันผ่านโครงการเหล่านั้น
เมื่อเขม้นมองลึกลงไป จะเห็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ไจล์ส ไรเดอร์อาจไม่ได้สร้างงานศิลปะมากเท่ากับกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานของวงการศิลปะร่วมสมัยไทยอย่างเงียบๆ โดยแทบไม่มีใครสังเกตเห็น
![]()
ภาษาแห่งแสง
ผมรู้จักกับไจล์ส ไรเดอร์ มาหลายปี ช่วงนั้นเขาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แต่เรากลับไปรู้จักกันไกลถึงจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ที่อำเภอปักธงชัย นครราชสีมา เราสนทนากันผ่านค็อกเทลหลายแก้วที่เขาชงให้ จนเกิดมิตรภาพและความไว้ใจกัน เราต่างรู้นิสัยใจคอของกันและกัน
ไจล์สเป็นคนจิตใจดี เขาเป็นคนร่างใหญ่ พูดน้อยต่อยหนัก หรือจะเรียกอีกแบบว่าเป็นคนชอบทำมากกว่าพูดก็ว่าได้ เวลาสนทนาเขาจะพูดช้าและชัด เขามักหยุดคิดก่อนตอบเสมอ บางคำตอบมีช่วงเงียบยาวกว่าตัวประโยคที่เปล่งออกมาเสียอีก
บุคลิกเช่นนี้สะท้อนอยู่ในผลงานของเขา แทบจะเป็นแบบเดียวกัน ไม่มีอะไรรีบร้อน ไม่มีอะไรพยายามดึงดูดสายตา แม้วัสดุที่เขาใช้จะเป็น "ไฟนีออน" ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วคือสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจ
![]()
เรามักจำกัดความเขาผิดไปว่า ไจล์ส ไรเดอร์คือ "ศิลปินนีออน" แต่เมื่อได้ฟังเขาเล่าเรื่อง ผมกลับคิดว่า นีออนอาจไม่ใช่สิ่งที่เขาหลงใหลที่สุด เพราะสิ่งที่เขาสนใจจริงๆ คือ แสงทำให้เราเห็นอะไร ไม่ใช่แสงทำให้เราเห็นแสง
ความแตกต่างของสองประโยคนี้ อาจอธิบายงานของเขาได้ดีที่สุด เพราะในทุกพื้นที่ที่ไจล์สเข้าไปทำงาน แสงไม่เคยเป็นพระเอก
มันทำหน้าที่เหมือนไฟฉายส่องให้เราเห็นบางสิ่งที่อยู่ตรงนั้นมาตลอด แต่ไม่เคยถูกมองเห็น
บ้านไม้อีสานเก่า สุ่มไก่ ไซดักปลา ไม้กวาดทางมะพร้าว วัสดุเหล่านี้ไม่ใช่วัสดุที่ศิลปินส่วนใหญ่ใฝ่ฝันจะนำเข้าไปในแกลเลอรี แต่มันกลับปรากฏอยู่ในงานของไจล์สงานแล้วงานเล่า
เขาไม่ได้เลือกมันเพราะความสวยงาม แต่เพราะวัสดุทุกชิ้นล้วนมี "ชีวิต" ไม้แต่ละแผ่นเคยเป็นบ้านของใครบางคนสุ่มไก่เคยถูกใช้เลี้ยงสัตว์ ไซดักปลาเคยอยู่ในลำห้วย ไม้กวาดทางมะพร้าวใช้ทำความสะอาดถนนหนทาง ก็ทุกอย่างมีความทรงจำอยู่ในตัวเอง ทั้งความฝัน ควมกล้าหาญ อ่อนแอ และความล้มเหลว
![]()
วัสดุจึงไม่ใช่วัตถุ แต่มันคือความทรงจำในอีกรูปแบบหนึ่ง
แสงนีออนแต่งเติมเข้ามา เพื่อทำให้ความทรงจำเหล่านั้นเปล่งเสียง
ในข้อความที่เขาเขียนถึงแรงบันดาลใจ แนวคิด และกระบวนการสร้างสรรค์งาน ในนิทรรศการหลายครั้งที่ผ่านมา ไจล์สมักเน้นว่าเขาสนใจ "ประสบการณ์ของพื้นที่" มากกว่าตัววัตถุ เขาใช้แสง สี เสียง และวัสดุ เพื่อทำให้ผู้ชมรับรู้พื้นที่เดิมในแบบใหม่ งานของเขาไม่ได้พยายามเติมเต็มพื้นที่ แต่ทำให้พื้นที่ตอบสนองกลับมาหาผู้ชมอีกครั้ง นั่นเพราะการทำงานหรือการใช้แสงในฐานะวัสดุทางกายภาพนั้น มีรากฐานมาจากกระบวนการและประวัติศาสตร์ของแนวคิด “การวาดภาพด้วยแสง” (painting with light) กล่าวคือ สิ่งสำคัญอยู่ที่คุณสมบัติเชิงจิตรกรรมของแสงในฐานะวัสดุบริสุทธิ์ มากกว่าการเริ่มต้นจากความคิดเรื่องเทคโนโลยีเป็นอันดับแรก
สำหรับไจล์ส เวลาพูดถึงผลงานของตัวเอง เขาไม่เคยใช้ศัพท์ทางทฤษฎีที่ยุ่งยาก เขาใช้คำที่เรียบง่าย เขาจะกล่าวคำอย่างเช่น วัตถุภาวะ ปฏิบัติการเชิงพื้นที่ ศิลปะเฉพาะที่ ฯลฯ
แต่เขามักพูดถึงผู้คน และพูดถึงสถานที่ ราวกับว่าศิลปะไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวเอง
ผมย้อนนึกถึงผลงานชิ้นหนึ่งที่ทำให้รู้จักกับเขาเป็นครั้งแรก ผลงานชิ้นนั้นติดตั้งอยู่บนฝาบ้านไม้เก่าๆ สไตล์อีสาน เส้นแสงนีออนขดเป้นรูปร่างที่ไม่อาจบ่งบอกว่าคืออะไรเปล่งแสงสีชมพูแปร๊ด แรกทีเดียวผมนึกถึงคุณป้าชาวนาเนื้อตัวเปรอะโคลนจากการที่เพิ่งไปลงงานในนามา ผิวพรรณกร้านแดด แต่ทาปากด้วยลิปสติกสีชมพูสว่างมันวาว ณ เวลานั้น ผมคิดว่าความงามของงานชิ้นนี้อยู่ที่ "ความขัดแย้ง"
![]()
ของเก่ากับของใหม่ ของพื้นบ้านกับงานอุตสาหกรรม ชนบทกับความเป็นเมือง
แต่วันนี้ ณ เวลาที่กำลังเผชิญหน้าคุยกับเขา ความคิดเดิมเปลี่ยนไปทันที ความขัดแย้งคือสาระที่สื่อออกมาตรงๆ เพียงเท่านั้น แต่ไม่ใช่ความงามที่แท้จริง เพราะเมื่อนึกย้อนกลับไปมองบ้านหลังนั้นอีกครั้งอย่างพินิจ บ้านไม่ได้เปลี่ยน นีออนเองก็ไม่ได้พยายามเปลี่ยนบ้าน ...แต่ผู้ชมต่างหากที่เปลี่ยนวิธีมอง
บางที นี่อาจเป็นสิ่งที่ศิลปะควรทำมาตั้งแต่แรก ไม่ใช่การสร้างโลกใหม่ แต่เป็นการทำให้เราเห็นโลกเดิม ด้วยสายตาใหม่
ผมถามเขาต่อว่าทำไมถึงยังใช้ไฟนีออนอยู่ หลังจากทำงานกับมันมานานหลายปี เขายิ้มก่อนตอบอย่างเรียบง่ายว่า "มันเหมือนมือขวาของผม"
ประโยคนั้นทำให้ผมหยุดจดบันทึกทันที จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา ดวงตาอันเอื้ออารีไร้แววคลางแคลงใดๆ เคลือบแฝง ประโยคง่ายๆ ของเขาย้ำชัดว่า “นีออน” วัสดุที่เป็นตัวแทนของความทันสมัย ความสว่าง หรือแม้กระทั่งการบรรลุธรรม เพราะชาวไทยนิยมถวายไฟนีออนให้วัด เพราะเชื่อว่าแสงสว่างที่มอบให้นั้นประหนึ่งแสงธรรมที่สาดส่องสู่ใจผู้มอบ ขณะเดียวกันไฟนีออนหลากสีก็เป็นตัวแทนสีสันอันระริกระรี้ของค่ำคืนในแดนโลกีย์อย่างพัทยาหรือพัฒน์พงศ์ เขาเอามันมายั่วล้อในความหมายต่างๆ แม้กระทั่งความหวังเรื่องปากท้องของชาวอีสานที่เอานีออนมาไต้ดักแมลง เขาใช้มันอย่างถนัดถนี่จนกลายเป็นชุดภาษาของตัวเอง เขาเชี่ยวชาญจนแทบไม่ต้องคิดว่าจะทำอะไรกับมันบ้าง เหมือนใช้มือข้างถนัดหยิบจับอะไรอย่างคล่องแคล่ว
ผมเองก็เช่นกัน ผมไม่เคยถามย้อนกับตัวเองเลยว่าทำไมจึงยังใช้ตัวอักษรในการทำงาน ไม่มีแม้กระทั่งนักดนตรีถามตัวเองว่าทำไมยังใช้เปียโน กีตาร์ หรือกลอง แม่ครัวก็คงบอกไม่ได้เช่นกันว่าทำไมถึงควงกระทะโยนผักบุ้งไฟแดงสูงลิบและรับมันได้อย่างแม่นยำ
![]()
ก็ในเมื่อเครื่องมือชิ้นหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของความคิดและทักษะ เราย่อมเลิกมองมันเป็นเพียงเครื่องมือ
นีออนสำหรับไจล์สก็เช่นกัน มันไม่ได้เป็นเพียงหลอดแก้วที่บรรจุแก๊สเฉื่อยชนิดหนึ่ง หรือแม้กระทั่งเขาจะใช้ LED หรือ Flex สำหรับเขามันไม่ได้แตกต่างกันเลย เพราะท้ายที่สุดมันคือชุดภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา
ภาษาที่เขาใช้สนทนากับพื้นที่ ...และพื้นที่เองก็สนทนากลับมาหาเขา
เมื่อมีภาษาก็ย่อมมีบทสนทนา จึงไม่แปลกที่ไจล์สไม่เคยแยก "งานศิลปะ" ออกจาก "สถานที่" เพราะสำหรับเขา พื้นที่ไม่ใช่ฉากหลังของงาน ผู้คนก็ไม่ใช่ผู้ชม ทั้งสองอย่างเป็นส่วนหนึ่งของงานตั้งแต่ต้น และเมื่อผู้ชมเดินเข้ามา งานศิลปะจึงเสร็จสมบูรณ์ ไม่ใช่ความสำเร็จของศิลปิน แต่เพราะบทสนทนาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
คนที่เลือกจะอยู่
หลายครั้งระหว่างการสัมภาษณ์ ผมลืมไปว่าไจล์ส ไรเดอร์เป็นชาวออสเตรเลีย ไม่ใช่เพราะความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมไทยของเขา ไม่ใช่เพราะเขาอยู่ประเทศไทยมานาน แต่เพราะวิธีที่เขาเล่าถึงสถานที่ต่างๆ เชียงใหม่ พะเยา กรุงเทพฯ ขอนแก่น หรือหมู่บ้านเล็กๆ ในภาคอีสาน ล้วนถูกเล่าด้วยความคุ้นเคยของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจริงๆ
เขาไม่ได้พูดถึงสถานที่เหล่านี้ในฐานะนักเดินทาง แต่ในฐานะคนที่มีความทรงจำร่วมกับที่แห่งนั้น
![]()
เวลาคนถามว่า ทำไมถึงยังอยู่ประเทศไทย ผมไม่คิดว่าเขาเคยตอบตรงๆ หรือบางที เขาอาจไม่จำเป็นต้องตอบ เพราะคำตอบอยู่ในเรื่องเล่าทั้งหมดของเขาแล้ว มันอยู่ในนักศึกษาที่เขายังมีการติดต่อ อยู่ในอาจารย์ที่ยังร่วมงานกัน อยู่ในมหาวิทยาลัยที่เป็นความทรงจำของเขา อยู่ในแกลเลอรี่ที่ทำให้พบคนแปลกหน้ากลายเป็นเพื่อนสนิทกัน อยู่ในบ้านไม้หลังหนึ่งที่กลายเป็นพื้นที่ของงานศิลปะ และอยู่ในแสงนีออนที่ไม่ได้เปลี่ยนแค่สถานที่ แต่เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนมองสถานที่นั้น
ตลอดบทสนทนาหลายชั่วโมง เราหมดแฟลตไวท์ไปคนละสองแก้ว คนออสซี่ของแท้ ชอบกาแฟเข้มและฟองนมหนานุ่ม เขาออกตัวเลี้ยงผม ทั้งที่เป็นคาเฟ่ใน “ใหม่อีหลี” ที่ภรรยาของเขาทำงานอยู่ ไจน์ก็เป็นแบบนี้ ใจดีไม่เคยเปลี่ยน
ตลอดที่คุยกัน ไจล์สไม่เคยใช้คำว่า "ผลกระทบ" ไม่เคยพูดว่าเขามีส่วนในการเปลี่ยนวงการศิลปะไทย ไม่เคยอ้างถึงบทบาทของตัวเอง และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่บทบาทของเขาสำคัญ เพราะคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงจริงๆ มักไม่ใช่คนที่ประกาศว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนโลก แต่เป็นคนที่ลงมือทำสิ่งเดิมซ้ำๆ อย่างเงียบๆ เป็นเวลานาน
“บางครั้งศิลปะร่วมสมัยเหมือนเดินมาสุดทางแล้ว ทุกคนหมุนวนซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ มันเป็น echo chamber”
สำหรับเขา การสร้างงานคือเรื่องความพอใจส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อเอาใจนักสะสม
“คุณอยากสร้างงานที่อยู่กับมันได้ และเป็นงานที่คุณภูมิใจจริงๆ นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด”
เมื่อปี 2023 ไจล์สได้รับเชิญให้เป็นศิลปินพำนักที่ Jim Thompson Farm และสร้างงานติดตั้งขนาดใหญ่จากวัสดุพื้นถิ่น ก่อนหน้านั้น เขาทำงานกับไม้จากรีสอร์ตร้างในภูเก็ต สุ่มไก่ที่สานจากไม้ไผ่ไม้ไผ่ และไซดักปลาในภาคอีสาน วัสดุธรรมดาเหล่านี้ยังคงปรากฏอยู่ในงานของเขาอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าเวลาผ่านไปเพียงใด วิธีมองโลกของเขาก็ยังเหมือนเดิม นั่นคือการทำให้ผู้คนกลับมามองสิ่งที่อยู่รอบตัวอีกครั้ง
แท้จริงแล้ว ไจล์สไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับแสง แต่เขาทำงานเกี่ยวกับการมองเห็น
![]()
ก่อนจบบทสนทนา ผมถามเขาว่าหลังจากใช้ชีวิตอยู่ประเทศไทยมานานขนาดนี้ เขารู้สึกอย่างไรกับประเทศแห่งนี้
เขาไม่ได้ตอบเป็นประโยคสวยๆ ไม่ได้พูดว่าประเทศไทยคือบ้าน ไม่ได้พูดว่าเขารักประเทศไทย เขาเพียงเล่าเรื่องผู้คนต่อไป และนั่นอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว
เพราะบ้านอาจไม่ใช่สถานที่ที่เราเกิด แต่คือสถานที่ที่เรามีผู้คนให้กลับไปหา
เมื่อเราเริ่มบทความนี้ ผมตั้งคำถามว่าศิลปะร่วมสมัยไทยเติบโตขึ้นมาได้อย่างไร แต่เมื่อเขียนมาถึงบรรทัดสุดท้าย ผมพบว่าคำตอบอาจไม่มีวันสมบูรณ์ เพราะประวัติศาสตร์ไม่เคยถูกสร้างโดยคนเพียงคนเดียว มันเกิดจากผู้คนจำนวนมากที่ค่อยๆ ทำงานของตัวเองเงียบๆ ต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกันอย่างที่แทบไม่มีใครสังเกตเห็น
ไจล์ส ไรเดอร์ คือหนึ่งในผู้คนเหล่านั้น
เขาไม่ได้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่ง กลับค่อยๆ เติบโตขึ้นรอบตัวเขา และบางที นั่นอาจเป็นความหมายของชื่อเรื่องนี้ The Outsider Who Stayed
ไม่ใช่เรื่องของชาวต่างชาติที่เลือกอยู่ประเทศไทย แต่เป็นเรื่องของคนคนหนึ่ง ที่เลือกจะอยู่กับผู้คน อยู่กับพื้นที่ อยู่กับบทสนทนา จนวันหนึ่ง เขาไม่ใช่ "คนนอก" อีกต่อไป
“แต่ผมยังคงต้องใช้วีซ่า แม้จะอยู่มานานและมีครอบครัวที่นี่” เขากล่าวติดตลกก่อนตบหลังตบไหล่แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของใครของมันต่อไป จนกว่าเราจะพบกันอีก
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
