ปีนเขา ทำสมาธิ และเสวนาวรรณกรรม
ที่ห้องสมุดชุมชนวิปัสสนาลัย
ประมาณสัปดาห์ก่อนได้รับข้อความทางไลน์จากพี่ที่ทำงานด้วยกัน ส่งมาเป็นลิงค์ บอกสั้นๆ ว่า “เผื่อสนใจ”
เป็นที่มาของการได้มาเยือน “ห้องสมุดชุมชนวิปัสสนาลัย” ที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เป็นครั้งแรกหลังจากได้ยินชื่อสถานที่แห่งนี้มาระยะหนึ่งแล้ว
การเดินทางครั้งนี้ถือว่ามีความพิเศษสักหน่อย เพราะที่นี่ก่อตั้งโดย “’ปราย พันแสง” นักเขียน คอลัมนิสต์ชื่อดัง ที่ตัวเองติดตามอ่านมาตั้งแต่เริ่มต้นของชีวิตการทำงาน
![]()
ใช้เวลาเดินทางจากอำเภอปากช่องไม่นานนัก ราวชั่วโมงครึ่งก็ถึงที่หมาย สอบถามผู้คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าชี้ไม้ชี้มือให้เข้าไปจอดรถในวัดพระบึงที่อยู่ติดกันได้เลย
อาจเป็นเพราะชื่อของห้องสมุดทำให้ไม่ค่อยแน่ใจว่าสรุปแล้วที่นี่เป็นสถานที่แบบไหนกันแน่ ห้องสมุด หรือสำนักปฏิบัติธรรม สบโอกาสจึงได้สอบถามเอากับเจ้าของสถานที่เพื่อความแน่ชัดอีกครั้ง
“ที่นี่เป็นสถานที่ที่เราส่งต่อมรดกที่มีค่าของเราให้กับสังคม มรดกที่ว่านี้ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่รวมถึงความรู้และประสบการณ์ต่างๆ แบบที่เรียกว่า Meaningful decluttering โดยคนในชุมชนหรือคนทั่วไปสามารถเข้ามาอ่านหนังสือได้ เข้ามาเรียนสมาธิได้ หรือมาเข้าคอร์สอาหารเพื่อสุขภาพก็ได้” ’ปราย พันแสง อธิบายแบบกระชับแต่ชัดเจนในแนวทาง
![]()
คุณ ’ปราย บอกว่า ปีนี้มีเป้าหมายหลักๆ 2 อย่าง หนึ่งคือสืบสานวัฒนธรรมญัฮกุรในชุมชนที่กำลังจะตายไปกับคนแก่ ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายที่ยังพูดภาษาญัฮกุรได้ โดยจะเป็นการเก็บข้อมูลชุมชน สัมภาษณ์คนแก่ ถ่ายภาพ บันทึกเสียง ซึ่งได้เริ่มลงมือทำไปบ้างแล้ว
ญัฮกุร คือ กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่สืบเชื้อสายมอญโบราณสมัยทวารวดี (คำว่า ญัฮ แปลว่า คน กุร แปลว่า ภูเขา)
“เป้าหมายอีกอย่าง คือ อยากดึงคนออกมาจากหน้าจอมือถือ ชวนเขามาสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในชีวิตจริงในห้องสมุดของเรา จากนั้นเขาจะนำประสบการณ์นั้นไปโพสต์ในโซเชียลมีเดียหรืออะไรก็ตาม แล้วแต่เขา โดยห้องสมุดจะทำหน้าที่สร้างประสบการณ์นั้นให้”
ด้วยมุมมองจากแว่นที่ไม่ได้มองโซเชียลมีเดียอย่างผู้ร้าย แต่หลายครั้งเมื่อผู้คนไหลไปตามกระแส เป็นบ่อเกิดให้จิตใจว้าวุ่นสับสน นำไปสู่ความรู้สึกว่างเปล่า กลายเป็นคนซึมเศร้าในที่สุด
“เมื่อเราได้มาเรียนรู้ พบกับประสบการณ์ต่างๆ มันจะเหมือนการลำดับความสำคัญตามที่มันควรจะเป็น คือเมื่อเรามองสิ่งต่างๆ ที่เราโพสต์ในอินเตอร์เน็ต มันควรจะเกิดขึ้นจริงในชีวิตเราอย่างมีคุณค่า มีความหมายก่อน แล้วค่อยนำไปโพสต์ ไม่ใช่เอะอะก็สร้างคอนเทนต์หาเอนเกจเมนต์ลูกเดียว และการทำทุกอย่างเพื่อยอดไลค์ ยอดวิวเป็นหลัก มันทำให้เราหดหู่ซึมเศร้าได้ง่าย เพราะนั่นเป็นชีวิตที่ขาดความหมาย เราพยายามจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้คนตระหนักถึงความหมายชีวิต”
ด้วยเป้าหมายที่ว่ามานี้ จึงเกิดเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจในวันนี้ขึ้นมา
![]()
หลังจากผู้ที่ลงทะเบียนร่วมงานทยอยเดินทางมาถึง ในช่วงเช้า 9 โมงครึ่งก็ได้เวลาออกเดินขึ้นเขาที่อยู่หลังบ้าน เป็นเส้นทางที่ไม่เคยมีคนนอกเหยียบย่างมาก่อน ยกเว้นชาวบ้านและลูกหลานญัฮกุร
ภูเขาหลังบ้านที่ว่า มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว มีรูปทรงเหมือนมีดอีโต้ สันเขาด้านหนึ่งมีความสูงชัน และอีกด้านจะลาดเป็นทางราบ จึงเรียกเขาแบบนี้ว่าเขาอีโต้ หรือ เควสตา (Cuesta) โดยลักษณะทางธรณีวิทยาจะมีความเฉพาะเจาะจง มีการตกตะกอนของชั้นดินทรายทำให้เห็นการแบ่งชั้นที่ชัดเจน
เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขา เราจะมองเห็นดงพญาไฟหรือดงพญาเย็น เห็นเขาใหญ่อยู่ลิบๆ ขณะที่อีกด้านจะมองเห็นวังน้ำเขียว เห็นป่าเขาทับลาน
![]()
ไฮไลท์หนึ่งที่หลายคนชื่นชอบคือซอกหินที่อยู่ที่ปลายทาง เพราะมีลักษณะคล้ายถ้ำนาคา ตรงจุดนี้จะมีโพรงน้ำที่ไม่เคยแห้ง และด้านบนยังมีซากโบราณสถานปรากฎอยู่ด้วย ตามคำบอกเล่าชาวบ้านบอกว่าบนนี้เป็นแหล่งโบราณที่ไม่เคยมีการศึกษามาก่อน
หลังจากเสร็จสิ้นออกเดินให้ธรรมชาติฟื้นฟูจิตใจแล้ว ก็ได้เวลาพักกลางวันพอดี ถือโอกาสใช้ช่วงเวลานี้ให้ร่างกายได้พัก เพื่อเตรียมจิตใจให้พร้อมกับ 2 กิจกรรมช่วงบ่าย คือ การฝึกสมาธิ 2 แบบ ที่มีความแตกต่างสุดขั้วแต่สุดท้ายปลายทางเป็นสิ่งเดียวกัน คือ จิตใจที่สงบนิ่ง เป็นสมาธิ
![]()
เมื่อได้เวลาเราทยอยเข้ามาด้านในห้องสมุดเพื่อเริ่มการฝึกสมาธิเงียบ ตามหลักสูตรพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร ถ่ายทอดโดยอาจารย์วรรณภา ศักดิ์ประสิทธิ์ ก่อนจะต่อด้วยการฝึกสมาธิเคลื่อนไหว (Dynamic Meditation) โดยมิสเตอร์เมธา เดฟโคต้า (Medha Devkota) จากประเทศเนปาล ที่รับสันยาส (การฝากตัวเป็นศิษย์) และฝึกปฏิบัติที่อาศรมทาโพบันเป็นประจำ และช่วยจัดกิจกรรมบำบัดโอโช่มาหลายครั้ง ชำนาญการภาวนาด้วยเทคนิคของท่านโอโช่หลากหลายรูปแบบ
ประวัติย่อของอาจารย์วรรณภา เดิมเป็นครูวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนสุรนารีวิทยา ทำหน้าที่สอนคณิตฯ มาตลอดชีวิตการเป็นครู
![]()
ในบัตรประชาชนระบุว่านับถือพุทธ แต่ชีวิตประจำวันยังถือว่าห่างไกลจากแก่นของพุทธศาสนา จนกระทั่งก่อนจะเกษียณมีโอกาสพบกับรถไฟขบวนสุดท้ายระบุปลายทางที่นิพพาน จึงไม่รีรอที่จะกระโจนขึ้นร่วมขบวน
“ความที่เป็นครูเลขตลอดชีวิต ใครพูดเรื่องอะไรก็ฟังหูไว้หู ก็คิดว่าแค่นั่งให้ใจนึกพุทโธแล้วมันจะเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ได้อย่างไร ทำให้เราลงเรียน และมีโอกาสได้ทำงานกับหลวงพ่อวิริยังค์ ตั้งแต่นั้นมาชีวิตก็มีโอกาสได้ถ่ายทอด ขยายงานของพระอาจารย์หลวงพ่อมาตลอด จนตอนนี้อายุ 74 ปีแล้ว”
อาจารย์วรรณภา อธิบายว่า หัวใจของสมาธิ คือ การทำให้กายสงบ และใจสงบ แต่จะไปถึงจุดนั้นต้องพัฒนาก้อนพลังจิตของตัวเองให้ใหญ่ขึ้นเพื่อที่จะมีพลังมากพอในการควบคุม เมื่อเราควบคุมจิตใจเราได้ เมื่อนั้นก็จะมีสติและปัญญาในการแก้ไขปัญหา
“เวลานั่ง ถ้าหลุดไปคิดเรื่องอื่นให้กลับมาพุทโธถี่ๆ หลวงพ่อบอกว่าเหมือนออกรบ ศัตรูคือความคิด ธรรมดาเราคิดสารพัดสารเพ ถ้าคิดถึงแต่พุทโธอย่างเดียวเก่ง การคิดอย่างเดียวเราก็จะเก่ง ถ้าเราฝึกจะจดจ่อคำว่าพุทโธเก่ง ให้ได้นานที่สุดที่จะนานได้ ถ้าหลุดก็เรียกกลับมา สิ่งสำคัญทำให้กายสงบ ใจสงบ”
ในบ่ายวันนั้น แม้จะเป็นเวลาช่วงสั้นๆ แต่ถือเป็นเวลาคุณภาพที่หาไม่ได้บ่อยๆ เป็นการกระตุกเตือนว่าชีวิตที่คร่ำเคร่งจวนระเบิดถึงเวลาต้องผ่อนลง แล้วตระหนักถึงเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตได้แล้ว
![]()
เว้นระยะจากการนั่งสมาธิเงียบพักหนึ่ง ได้เวลาฝึกสมาธิเคลื่อนไหว (Dynamic Meditation) จากมิสเตอร์เมธา ผู้ที่ร่ำเรียนการภาวนาด้วยเทคนิคของท่านโอโช่
ดูเหมือนว่าทุกคนตื่นเต้นกับกิจกรรมนี้ เพราะเป็นสิ่งแปลกใหม่จากวิถีเดิมของชาวพุทธไทยมาก การฝึกใช้เวลา 1 ชั่วโมง แบ่งเป็น 4 ส่วนๆ ละ 15 นาที แต่ละส่วนจะมีการเปิดเพลงในจังหวะที่สอดคล้องไปด้วย
เริ่มจากส่วนแรก เขย่าตัวเองทั้งร่างกาย ให้รู้สึกถึงการที่เท้าสัมผัสพื้น
ต่อด้วยการเต้นรำปล่อยร่างกายไปตามจังหวะของเพลง
จากนั้นนั่งลงโดยให้หลังตรง จะพิงผนังหรือไม่พิงก็ได้ แต่ส่วนนี้ต้องกลับมาโฟกัสที่จิตใจโดยใช้เพลงนำไปสู่สมาธิ
สุดท้ายคือนอนราบลงไปกับพื้นให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายในที่สุด
น่าแปลกว่าสมาธิเคลื่อนไหวในรูปแบบไม่คุ้นเคยนี้ กลับดึงให้เราเข้าสมาธิได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
เป็นคำตอบว่าทำไมสมาธิรูปแบบนี้จึงนี้เริ่มได้รับการตอบรับมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้คนในสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เพราะพลันที่เราได้ปลดปล่อยออกแรง ทั้งเขย่า และเต้น มันคล้ายเป็นการระบาย เมื่อระบายปลดปล่อยแล้ว จิตใจจึงกลับสู่ความสงบได้นั่นเอง
![]()
จบจากการฝึกสมาธิทั้งสองแบบ ช่วงเย็นยังมีเวทีเสวนาวรรณกรรม เป็นการพูดคุยถึงนวนิยาย “แม่รวงทอง ภาคพังตรุ” ผลงานเล่มที่ 8 ซึ่งเป็นเล่มล่าสุดของอภิชาติ เพชรลีลา เจ้าของตำนานไข่ย้อย ดากานดา แห่ง “เพื่อนสนิท” ดำเนินการสนทนาโดย วีรวรรธน์ สมนึก
ทุกคนใช้เวลานั่งฟังการเสวนาอย่างตั้งอกตั้งใจ งานนี้นักเขียนพูดถึงกระบวนการเขียนนิยายของตัวเองว่าต้องมาจากบางเศษเสี้ยวของชีวิต เป็นคนที่ไม่สามารถเขียนจากจินตนาการได้ แม้จะเขียนได้ แต่จะไม่มีความสุขกับการทำงาน
ดังนั้นงานของ อภิชาติ เพชรลีลา ไม่ว่าจะเป็นผลงานขึ้นหิ้งอย่าง “กล่องไปรษณีย์สีแดง” หรือ “อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง” หรือเรื่องหนักๆ อย่างเรื่อง “แม่” ล้วนมาจากเศษเสี้ยวของชีวิตทั้งสิ้น
“แม่รวงทอง ภาคพังตรุ” ก็เช่นกัน
![]()
“ตอนที่เขียนเรื่องแม่ ตอนนั้นสะท้อนเศรษฐกิจยุคปี 40 เกิดเหตุการณ์ต้มยำกุ้งที่ส่งผลกระทบต่อคนไทย ก็สะท้อนสังคมแนวนั้น เราอยากเขียนให้คนยอมรับว่านี่ไม่ใช่งานวัยรุ่นนะ เขียนเสร็จแล้วก็ไม่ได้อ่านอีก จนคืนหนึ่งคิดว่าน่าจะเอาเรื่องแม่มาเขียนให้สมบูรณ์ เพราะตอนนั้นเขียนแบบเด็กหนุ่ม และยังเขียนไม่ครบในเรื่องแม่”
อภิชาติ เล่าว่า เรื่องราวของแม่ยังมีชีวิตตอนเป็นสาวบ้านนอก มาทำงานในกรุงเทพฯ แล้วมาพบพ่อ มีเหตุการณ์ต้องไปอยู่ในชุมชนแออัด แต่ไม่มีฉากที่เป็นรากเหง้าที่ตำบลพังตรุ อำเภอพนมทวน ที่เป็นบ้านเกิด ในวันที่ตนได้มาสร้างบ้านที่พังตรุ และแม่ที่ปัจจุบันอายุ 79 ปี ก็ได้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน จึงได้มีเวลาพูดคุยกับแม่มากขึ้น ได้อยู่ในที่เป็นฉากที่อยู่ของบรรพบุรุษ จึงคิดว่าน่าจะเอาเรื่องแม่มาเขียนให้สมบูรณ์
“เราเขียนในสิ่งที่อยากเขียน อยากบันทึกเศษเสี้ยวของเราไว้ ถึงแม้เป็นเรื่องราวครอบครัวเดียว แต่ก็เป็นภาพฉายของประเทศ และครอบครัวอื่นๆ ก็ถือเป็นงานวรรณกรรมที่สมบูรณ์ มีการเมือง มีปฏิวัติ เพราะเป็นเรื่องราวตั้งแต่แม่ยังสาว ปี 2500 จนถึงปฏิวัติรัฐประหารทักษิณ 2549 แล้วเรื่องราวมันถูกโอบอุ้มด้วยเรื่องรากเหง้าเราจริงๆ การปลูกอ้อย ปลูกข้าว ยุคทองหนังไทยมิตร ชัยบัญชา สุรพล สมบัติเจริญ พวกนี้จะเป็นตัวแทน ภาพฉายรูปแบบที่แจ่มชัดของประเทศเรา
![]()
นี่คืองานเขียนที่เป็นเป็นจดหมายรักถึงอดีตที่ผ่านมา ถือว่าครบถ้วนที่สุดตั้งแต่เขียนหนังสือมา ผมหวังไว้ว่าเนื้อเรื่อง คุณค่าของมันจะดีพอที่ผู้อ่านจะพูดปากต่อปาก ผมใช้เวลาเขียน 2 ปี คิดว่าเป็นผลงานที่น่าพอใจ อนาคตอยากมีอีกภาค ถ้าแม่รวงทองจบ 2 เล่ม ก็คงจะนอนตายตาหลับ ไม่ว่าจะเขียนต่ออีกหรือไม่ก็ตาม เราได้บรรลุที่ตั้งใจบันทึกเรื่องราวของเราไว้ในวรรณกรรมแล้ว”
หลังจากเสวนาวรรณกรรม เดิมทีเราจะได้ชมท้องฟ้ายามค่ำคืนกับ “ชล วิชัยดิษฐ” เจ้าของหนังสือ “เทห์ฟ้า” หนังสือเกี่ยวกับวัตถุบนท้องฟ้าที่สมบูรณ์ที่สุดเล่มหนึ่งของไทย แต่เมฆฝนเจ้ากรรมดันไม่เป็นใจ ทำให้เราได้แต่เพียงพูดคุยกันในห้องสมุด
แต่ก็นั่นแหละ คุณชลเคยพูดไว้ว่า ธรรมชาติก็คือธรรมชาติ ในวันที่เราตั้งตารอคอยอาจจะพบกับความผิดหวังจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมก็เป็นได้
![]()
ดังนั้นการได้ใช้ชีวิตกับธรรมชาตินอกจากได้ฮีลใจแล้ว ยังทำให้เราได้เห็นสัจธรรม และเข้าใจความหมายของชีวิตลึกซึ้งยิ่งขึ้น
กิจกรรมจบลงแล้ว ยังนึกขอบคุณพี่ที่ส่งข่าวดีๆ แบบนี้มาให้
สำหรับใครที่สนใจงาน คุณ ’ปราย บอกว่า ช่วงแรกจะจัดเดือนละ 1-2 ครั้ง แต่เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางอาจจะมีการจัดทุกสัปดาห์
ใครที่พลาดรอบนี้ไม่ต้องเสียใจไป เพราะกิจกรรมดีๆ แบบนี้ยังจะมีอีกเรื่อยๆ แน่นอน ใครสนใจกดติดตามกันไว้ได้ ที่เพจ “’ปราย พันแสง”
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
