พิมาย
ถิ่นกำเนิดอารยธรรม ศิลปะต้นแบบนครวัดที่ยิ่งใหญ่
หากถามว่าเมืองไหนในโคราชที่น่าไปเที่ยวบ้าง แทบจะตอบได้ทันทีว่า “เมืองพิมาย” หนึ่งในหมุดหมายที่คนไทยควรมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต เพราะพิมายคือเมืองโบราณที่เต็มไปด้วยเรื่องราวความเป็นมาอันยาวนาน ที่สำคัญเป็นต้นธารของศิลปะนครวัด มหาปราสาทที่ยิ่งใหญ่ของโลกอีกด้วย
![]()
ความเป็นบ้านเมืองของพิมายมีความน่าสนใจไปตามแต่ละยุคสมัย เริ่มตั้งแต่ชุมชนยุคโลหะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาท้ายๆ ของยุคก่อนประวัติศาสตร์ ราว 1,500-3,000 ก่อนพุทธศักราช เป็นยุคที่มนุษย์พัฒนาจากการใช้หินมาเป็นโลหะ มีการขุดพบเครื่องมือเครื่องใช้ที่ส่วนใหญ่ทำจากเหล็ก เครื่องประดับสัมฤทธิ์ และ “พิมายดำ” (ภาชนะดินเผาสีดำขัดมัน)
วันเวลาหมุนเวียนล่วงเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ ราว พ.ศ.1101-1200 พิมายที่ตอนนั้นเป็นเมืองชายแดนมีการส่งอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรกลับไปกลับมาระหว่างประเทศกัมพูชา จึงเป็นช่วงที่รุ่งเรืองอย่างมากภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมทวารวดี จนเมื่อเวลาผ่านไปอีก 700 กว่าปี เมืองพิมายได้สวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยา กลายเป็นหัวเมืองหนึ่งของเมืองนครราชสีมาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
และเพียง 100 กว่าปีที่ผ่านมา ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองพิมายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลเทศาภิบาลนครราชสีมา ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย และกลายสถานะเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา
![]()
ปัจจุบันพิมาย คือ เมืองท่องเที่ยวสำคัญระดับประเทศ
ความสนุกในการเที่ยวเมืองพิมายจึงเป็นการได้รู้เรื่องราวหลากหลายในแต่ละยุค และยิ่งมีสีสันมากขึ้นไปอีก เมื่อ Khaoyai Connect ได้มีโอกาสเดินเที่ยวชมเมืองพิมายกับคณะของผู้ช่วยศาสตราจารย์พิทักษ์ชัย จัตุชัย หรือ อ.ตุ๊ต๊ะ ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นักวิชาการที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ได้จัดจ้านออกรสออกชาติหาตัวจับยากอีกคนหนึ่งของประเทศไทย
ทริปนี้เรานัดกันช่วงเย็นย่ำเช่นเคย การเดินเริ่มต้นที่บริเวณประตูชัย เพื่อมุ่งไปยังปราสาทพิมาย ที่ตั้งอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์พิมายที่มองเห็นอยู่ไกลๆ
![]()
รอยล้อเกวียนสู่การค้าเกลือ ทองคำขาวแห่งลุ่มน้ำมูล ทรัพยากรทรงคุณค่าเมืองพิมาย
ที่บริเวณประตูชัย หากสังเกตให้ดี จะเห็นร่องที่มีความตื้นสลับลึกสองร่องทอดออกไปเป็นทางสั้นๆ เราได้รับการเฉลยจากนักประวัติศาสตร์หัวหน้าทริปว่า นี่คือรอยที่เกิดขึ้นจากการเดินทางเข้าออกของเกวียน นานเข้าก็ทำให้พื้นสึกกร่อนเป็นร่องตามแนวหมุนของล้อที่แบกน้ำหนักผู้คนและสิ่งของ
![]()
เกวียนในยุคหนึ่งเป็นพาหนะสำคัญในการนำสินค้าไปขายและแลกเปลี่ยนกับบ้านเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะ “เกลือ” ซึ่งถือทรัพยากรอันทรงคุณค่าเปรียบเป็นทองคำขาวแห่งลุ่มน้ำมูลที่นำไปขายยังกัมพูชา และ พอขากลับเกวียนก็ทำหน้าที่ขนปลาแห้งกลับจากเมืองพระตะบองเพื่อมาเลี้ยงดูผู้คนที่พิมายด้วย
อาจารย์พิทักษ์ชัย เล่าเพิ่มเติมว่า แม้พิมายจะมีลำน้ำหลักถึง 3 แห่ง ได้แก่ ลำน้ำเค็ม ลำน้ำจักราช และ ลำน้ำมูล แต่ก็ยังต้องซื้อปลาจากพระตะบองมาเพิ่มอีก เพราะที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูผู้คน เนื่องจากพิมายถือเป็นฮับ หรือ ศูนย์กลางการค้าของคนละแวกนี้มาตั้งแต่โบราณ
“เกลือเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่ามากของพิมาย เมืองพิมายเติบโตยิ่งใหญ่ได้จากการผลิตเกลือ เพราะที่นี่มีชั้นเกลือหนาเกือบ 200 เมตร แต่มันไม่เหมือนเกลืออุตสาหกรรมนะ มันเกิดขึ้นจากขี้กะทา เป็นเกลือคุณภาพดีมาก ทีนี้เมืองพระตะบองที่ติดกับโตนเลสาบ ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลาที่ใหญ่เขาจะมีอุตสาหกรรมทำปลาร้า เขาจะใช้เกลือจากพิมายทำเพราะเป็นเกลือคุณภาพดี แต่ระยะหลังการทำเกลือแบบขี้กะทา (คราบเกลือที่ผุดขึ้นจากผิวดิน) เริ่มหายไปจากพิมายแล้ว”
ดังนั้นเมืองพิมายจึงเป็นศูนย์กลางการค้ามาตลอด แม้กระทั่ง 30-40 ปีก่อนก็ยังเป็นเช่นนั้น
![]()
“สำหรับใครที่อายุ 50-60 ปี ถ้าอยากซื้ออะไรต้องมาซื้อที่นี่นะ แป้งสปริงซองก็ที่นี่ หรือ จะซื้อแห ซื้ออวนก็ต้องมาซื้อที่นี่ เพราะพิมายเป็นศูนย์กลาง ฉะนั้นท่ารถที่พิมายสมัยก่อนจะคึกคักมาก”
เส้นทางโบราณสู่ถนนจอมสุดาเสด็จ ย่านการค้าเมืองพิมาย
พ้นจากประตูชัย เราจะเห็นถนนบางส่วนกรุด้วยศิลาแลง จากการขุดแต่งของนักโบราณคดีพบว่ามีการกรุพื้นศิลาแลงตั้งแต่ประตูชัยยาวไปจนถึงตัวปราสาทพิมาย แต่เนื่องจากปัจจุบันมีการถมสร้างถนนทำให้ไม่สามารถเห็นได้ทั้งหมด
ระหว่างที่เดินเลาะขึ้นมานั้น ลูกทัวร์คนหนึ่งได้เอ่ยถามผู้นำทริปเกี่ยวกับชื่อถนนจอมสุดาเสด็จ
![]()
ได้คำตอบว่าเป็นชื่อที่ชาวพิมายต้องการระลึกถึงสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งเสด็จฯ มายังพิมาย
อาจารย์พิทักษ์ชัย เล่าว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงอยากมาเมืองนครราชสีมามาก เคยมีพระราชดำรัสว่า หากโรคภัยไข้เจ็บปล่อยให้ไปได้ ก็คงจะได้ไปเห็นเมืองนครราชสีมาก่อนประเทศในยุโรป แต่สุดท้าย ร.5 เสด็จประพาสยุโรปก่อนจะได้มาเมืองนครราชสีมา และหลังจากที่ ร.5 เสด็จสวรรคต 1 ปี สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จฯ มายังเมืองนครราชสีมา และพิมาย
“ที่พิมาย พระองค์อยากเห็น 2 อย่าง คือ หนึ่ง อยากเห็นต้นไทรที่เขาว่างาม ซึ่งเป็นต้นกำเนิดชื่อไทรงาม และ สอง ปราสาทพิมายที่ว่าสวยและยิ่งใหญ่ โดยพระองค์มาตั้งพลับพลาที่หน้าปราสาทแล้วเข้าไปเยี่ยมชม ระหว่างนั้นก็เสด็จฯ ไปมาถนนเส้นนี้แหละ คนพิมายอยากระลึกถึงท่าน ก็เลยเรียกถนนเส้นนี้ว่าถนนจอมสุดาเสด็จ จอมสุดาแปลว่าพระนางเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่นั้นมาถนนเส้นนี้จึงมีชื่อเรียกว่าถนนจอมสุดาเสด็จ”
![]()
ในยุคนั้นพิมายยังเป็นเมืองที่มีระบบเศรษฐกิจคึกคักอย่างมาก ยิ่งมีทางรถไฟมาถึงเมืองโคราชด้วย ก็เลยดึงดูดให้คนจีนแต้จิ๋ว และฮากกา หลั่งไหลเข้ามาทำธุรกิจมากขึ้น และเมื่อปักหลักในเมืองลงตัวแล้ว คนจีนเหล่านี้จะส่งลูกหลานไปตามเมืองอื่นๆ อีก เรียกว่าระบบการค้าของครอบครัว และแน่นอนว่าเมืองพิมายก็อยู่ในลิสต์ที่ชาวจีนส่งลูกหลานมาปักหลักต่อยอดธุรกิจการค้าครอบครัวเช่นกัน
“เมื่อก่อนพิมายมีแต่ชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยว ตามซอยจะมีเกสต์เฮ้าส์เยอะมาก ชาวญี่ปุ่นจะชอบมาปั่นจักรยานเดินรอบเมือง รองลงมาคือฝรั่งเศส และเยอรมัน เขาชอบเมืองเก่า มาดูปราสาทและอยู่เกสต์เฮ้าส์ อย่างบุญสิริเกสต์เฮ้าส์เดี๋ยวนี้ก็ยังมีชาวต่างชาติมานะ แต่ปัจจุบันเงียบเหงาถดถอยลงไปบ้าง ร้านค้าก็แปลงสภาพไปค่อนข้างมาก”
![]()
โฉกวกุล (ดงพิกุล) ชื่อเดิมเมืองพิมาย
เดิมทีคำว่าพิมายไม่ใช่ชื่อเมือง แต่มาจากชื่อพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ปางนาคปรกนามว่า กมรเตงชคัตวิมาย ที่พระเจ้าชัยวีรวรมันได้อุทิศถวายพร้อมกับที่ดินเมื่อ พ.ศ.1551 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการปรากฏของคำว่า “วิมาย” ขึ้น นั่นแสดงว่าคำว่าวิมาย หรือที่กลายมาเป็นพิมายในตอนหลังไม่ใช่ชื่อเมือง แต่เป็นชื่อรูปเคารพปางนาคปรก
ขณะที่ชื่อเมืองแต่ดั้งเดิมมีอยู่ในจารึกว่า “โฉกวกุล” แปลว่า ดงพิกุล แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อไปเรื่อย โดยชื่อสุดท้ายของเมือง คือ วิมายปุระ ที่ปรากฎอยู่ในจารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
“มาตอนหลังเราเรียกกันว่าเมืองวิมาย แล้วก็กลายมาเป็นพิมาย แต่จริงๆ วิมาย หรือ พิมาย ไม่ได้เป็นชื่อเมืองตั้งแต่แรก แต่เป็นชื่อรูปเคารพหรือพระพุทธรูป” อาจารย์พิทักษ์ชัยย้ำ
ข้อสันนิษฐานผู้สร้างปราสาทพิมาย คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 6
แม้ไม่มีจารึกหลักใดปรากฏชื่อผู้สร้างปราสาทพิมายแม้แต่หลักเดียว แต่จากจารึกพิมาย 3 ทำให้สันนิษฐานได้ว่าปราสาทหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 คือ ช่วงประมาณ พ.ศ.1623-1650 เพราะเนื้อหาในจารึกพิมาย 3 ระบุถึงพระนามพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 อนุชาที่ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ว่า พระองค์โปรดสถาปนารูปเคารพรูปหนึ่ง ชื่อ กัมรเตงชคัตเสนาปติไตรโลกยวิชยะ ให้เป็นบริวารแห่งกมรเตงชคัตวิมายภายในปราสาทพิมาย
แสดงว่าจารึกหลักนี้ต้องสร้างขึ้นตอนที่มีปราสาทแล้ว และแน่นอนว่าปราสาทต้องสร้างขึ้นก่อนหน้านั้น 1 รัชกาล ซึ่งก็คือสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 นั่นเอง โดยปราสาทพิมายถูกสร้างขึ้นให้เป็นพุทธสถานในลัทธิมหายานนิกายวัชรยาน
![]()
ไม่มีปราสาทเขมรหลังใดสร้างเสร็จแม้แต่หลังเดียว
อาจไม่เคยมีใครสังเกต แต่รู้ไหมว่าไม่มีปราสาทเขมรหลังไหนสร้างเสร็จแม้แต่หลังเดียว ไม่ว่าจะเป็นปราสาทในกัมพูชา ไทย หรือ ลาว
![]()
อาจารย์พิทักษ์ชัย บอกว่า เหตุที่ปราสาททุกหลังสร้างไม่เสร็จ เพราะคติในการสร้าง 3 ข้อ คือ 1.เมื่อพระเจ้าแผ่นดินขึ้นปกครองบ้านเมือง จะต้องสร้างปราสาทเพื่ออุทิศถวายแด่พระผู้เป็นเจ้าที่ตัวเองนับถือ หมายความว่าปราสาทหลังนั้นคือปราสาทประจำรัชกาล 2.ปราสาทที่สร้างเพื่ออุทิศถวายแด่บรรพบุรุษ บรรพสตรี 3.ต้องมีการสร้างบารายเพื่อเก็บน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ประกอบกับปราสาททุกหลังจะต้องมีฤกษ์ในการเปิด และเมื่อถึงฤกษ์เปิดแล้วต้องจบการสร้าง จะไม่มีการต่อเติม ยกเว้นสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นมาเลย เช่น ปรางค์พรหมทัต
![]()
“เวลาสร้างปราสาทเขาจะเอาหินขึ้นไปตั้งก่อนแล้วค่อยแกะสลัก เมื่อทำโครงสร้างเรียบร้อยแล้วจึงเอาช่างขึ้นไปแกะ พอถึงฤกษ์ในการเปิด ก็ต้องเลิกไม่สร้างต่อ ไม่เหมือนต่อโรงรถโรงครัวบ้านเรานะ อยากต่อก็ต่อ แบบนี้เสียฤกษ์ เขมรไม่ทำ ถ้าพอแล้วคือพอเลย แม้แต่ปราสาทนครวัดอันเป็นปราสาทที่ยิ่งใหญ่ เป็นมหาปราสาท เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ก็สร้างไม่เสร็จ ภาพแกะสลักฝั่งด้านทิศตะวันออก และฝั่งทิศเหนือแกะไม่เสร็จ มาแกะใหม่ช่วงสมัยหลังนี่เอง”
![]()
อัฒจันทร์รูปปีกกา เส้นแบ่งโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์
สิ่งหนึ่งที่หัวหน้าทัวร์ชี้ชวนให้พวกเราดูก่อนจะก้าวเข้าสู่ตัวปราสาท คือ อัฒจันทร์ขั้นบันไดตรงกลางที่เป็นรูปปีกกา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งโลกมนุษย์ กับ โลกสวรรค์
“เมื่อไรก็ตามที่เดินข้ามอัฒจันทร์รูปปีกกานี้เข้าสู่ตัวปราสาท นับตั้งแต่จุดนั้นถึงตัวปราสาทท่านจะไม่ได้เดินอยู่บนพื้นที่ดินธรรมชาติอีกเลย แพราะถือว่าเราเดินอยู่บนสรวงสวรรค์ สังเกตขอบด้านข้างจะมีการแกะลวดลายพรรณพฤกษา เป็นสัญลักษณ์ว่าเรากำลังเดินอยู่บนวิมานอากาศ มีพรรณพฤกษาดอกไม้ลอยอยู่เต็มสวรรค์”
![]()
ขณะที่กำแพงแก้ว 2 ชั้น ก่อนเข้าตัวปราสาท เปรียบดั่งภูเขาหินที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล ส่วนหลุมทั้ง 4 หลุม เปรียบได้กับทวีปทั้งสี่ แต่ละหลุมจะมีแกะสลักลวดลายแปะประดับเป็นรูปดอกไม้ หรือลวดลายพรรณพฤกษา ดังนั้นหลุมนี้ต้องไม่ใส่น้ำปลูกบัวแบบที่พนมรุ้งทำ เพราะถ้าใส่น้ำแล้วจะไม่สามารถเห็นลวดลายแกะสลักที่สวยงาม
“ถามว่าพนมรุ้งรู้ไหม เขาก็รู้ เขาเคยเอาน้ำเอาบัวเอาปลาออกแล้วคนด่าว่าเอาออกทำไมสวยดี เลยเอาน้ำไปใส่ใหม่ แล้ว 4 หลุมนี้เปรียบเป็นทวีป นั่นแปลว่าคนจมน้ำตายกันหมดแล้ว(หัวเราะ)”
และลวดลายเหล่านี้เองที่เป็นเอกลักษณ์ของพิมาย ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 จะไม่เจอที่อื่น เช่น ลายกลีบดอกไม้ ลายประจำยามก้ามปู
![]()
ปราสาทพิมาย ต้นแบบปราสาทนครวัด
มีหลักฐานทางวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดี บ่งชี้ว่าปราสาทนครวัดมีปราสาทพิมายต้นแบบ
อ.พิทักษ์ชัย อธิบายว่า นอกจากปราสาททรงพุ่มแล้ว ส่วนของหลังคาทรงประทุน ซึ่งมีลักษณะโค้งมนก็เป็นลักษณะเดียวกันกับที่ปราสาทนครวัด แล้วเหตุใดเราจึงเรียกศิลปะของพิมายว่าเป็นศิลปะนครวัด ถึงเวลาต้องเรียกเสียใหม่ว่า “ศิลปะพิมาย” ได้แล้ว
ซึ่งเรื่องนี้ตรงกับข้อสันนิษฐานของ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง ที่ระบุ 5 ข้อ ที่บ่งชี้ว่าปราสาทพิมายคือต้นแบบของปราสาทนครวัด ได้แก่
![]()
1.ปราสาทหินพิมาย เป็น “ทรงพุ่ม” เนื่องจากชิ้นสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า “นาคปัก” มีลักษณะเอียงเข้าด้านใน โดยเป็นต้นแบบนาคปักของปราสาทนครวัดที่มีสัดส่วนยืดออก
2.การสลักฉากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เป็น “ภาพเล่าเรื่อง” ในลักษณะภาพบุคคลที่ไม่เกี่ยวกับเทวปกรณ์ เกิดขึ้นที่ปราสาทหินพิมาย คือ ภาพการแห่พระวิมาย ส่วนที่ปราสาทนครวัด ซึ่งสร้างขึ้นภายหลัง มีภาพขบวนพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (คนไทยรู้จักในชื่อภาพเสียมกุก คือ ชาวสยามที่ปรากฏอยู่บนภาพสลักระเบียงประวัติศาสตร์ หรือระเบียงคดของปราสาทนครวัด)
3.หน้าบันรูปพญานาคแผ่พังพานติดกัน เกิดขึ้นที่ปราสาทหินพิมายก่อนปรากฏยังปราสาทนครวัด
4.พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 มีบรรพบุรุษอยู่ที่พิมาย การสร้างปราสาทขนาดใหญ่โตได้ เพราะผู้คนจากลุ่มแม่น้ำมูลถ่ายเทไปยังโตนเลสาบ กัมพูชา รวมถึงทรัพยากรการถลุงเหล็ก ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการก่อสร้างปราสาทก็อยู่ที่พิมาย
5.ชาลาผังกากบาท สร้างขึ้นที่ปราสาทหินพิมายก่อน แล้วจึงมีขึ้นที่ปราสาทนครวัด รวมถึงรายละเอียดของภาพรามายณะที่มีหลายฉากเหตุการณ์ก็เกิดที่ปราสาทหินพิมายก่อนเช่นกัน
![]()
ภาพสลักเหตุการณ์เล่าเรื่อง ทั้งฮินดู และพุทธในปราสาทพิมาย
จากการบูรณะปราสาทพิมาย พบว่าที่นี่มีทับหลังทั้งหมด 170 กว่าชิ้น สะท้อนว่ามีการสร้างประตูมากพอสมควร แต่ปัญหาของพิมายคือทับหลังที่เห็นส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เดิม โดยทับหลังที่อยู่ด้านนอกทั้งหมดเป็นเรื่องรามายณะ เนื่องจากปราสาทพิมายเป็นพุทธมหายานจึงสร้างให้ฮินดูมาเป็นผู้รับใช้อยู่ด้านนอก ส่วนด้านในปราสาทจะสลักเป็นเรื่องราวพุทธศาสนา
“ยังมีทับหลังอีกหลายชิ้นที่อยากชวนดู มีชิ้นหนึ่งไม่ได้เกี่ยวกับรามายณะ แต่เป็นรูปของพระนารายณ์ หรือ พระวิษณุจะมีอยู่สี่กร เพราะฟากด้านทิศใต้ใส่รูปพระศิวะไปแล้ว ฟากนี้ทิศเหนือก็เลยอยากใส่รูปพระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาที่นี่มีอำนาจเหนือศาสนาฮินดู
อีกรูปหนึ่งเป็นตอนท้าวมาลีวราชว่าความ แต่สิ่งที่น่าสนใจซ่อนอยู่ในนั้น คือ บุษบกที่มีหงส์อยู่ด้านล่าง แสดงว่ามณฑปนี้กำลังลอยอยู่บนวิมานอากาศ ภาพนี้คือการย่อแบบของปราสาทหลังนี้มาใส่ไว้ที่นี่ แล้วมันเป็นสถาปัตยกรรมที่นครวัดนิยมทำ ผมเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นภาพถ่ายรุ่นแรกของปราสาทพิมาย”
![]()
เมื่อเดินเข้ามาด้านในปราสาทลวดลายของทับหลังได้เปลี่ยนไปเป็นพุทธศาสนาแทน
“ทับหลังชิ้นที่ผมชอบที่สุด งดงามที่สุดและสำคัญที่สุดสำหรับปราสาทหลังนี้ คือ ทับหลังที่แกะเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก ชิ้นนี้ของจริงนะ องค์นี้คือกมรเตงชคัตวิมาย มาอยู่สมัยพุทธศตวรรษที่ 18 สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผมเรียกชิ้นนี้ว่าเป็นภาพถ่ายภาพแรกของกมเตงชคัตวิมาย อันเป็นต้นกำเนิดที่เราเรียกเมืองแห่งนี้ว่าเมืองพิมาย ก็คือเป็นชื่อรูปเคารพปางนาคปรกอันงดงามและศักดิ์สิทธิ์ที่สุด แต่ก่อนคนไม่ค่อยเห็นองค์นี้เพราะห้องนี้ไม่ติดไฟ แม้แต่ตอนกลางวันก็มองไม่เห็น ตอนหลังเขาเห็นความสำคัญ ก็เลยติดไฟห้องนี้ ห้องนี้เป็นห้องเชื่อมระหว่างห้องมณฑปที่ใช้ประกอบพิธีกรรม และห้องที่ประดิษฐานรูปเคารพกมรเตงชคัตวิมายที่สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7”
![]()
สำหรับรูปเคารพนี้จะมีลักษณะเป็นยิ้มแบบบายน หลับพระเนตร จมูกใหญ่ ปากหนา หน้าค่อนข้างเหลี่ยม
“หน้าแบบนี้คือพระพักตร์แบบพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้วพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ถือว่ามีสไตล์มาก คือ พระพุทธรูป หรือพระโพธิสัตว์องค์ในก็ตามในพระราชอาณาจักรของพระองค์จะหน้าเหมือนกันหมด คือ หน้าเหมือนท่าน และที่เป็นปางนาคปรก เพราะท่านนับถือปางนี้ ส่วนลักษณะพญานาคที่หัวโล้นและเงยหน้าแบบนี้ ไม่มีพังพาน คือแบบบายน พุทธศตวรรษที่ 18 องค์นี้จำลองนะ องค์จริงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย”
อะไรบ้างที่จะได้เห็นเมื่อพิพิธภัณฑ์เปิดให้บริการ
สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมายที่ปิดทำการไปนาน ล่าสุดมีข่าวดีว่าพิพิธภัณฑ์เตรียมจะเปิดให้บริการอีกครั้งในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้
“ถ้าพิพิธภัณพ์เปิด ที่นี่จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่น่าสนใจ คือ จะมีรูปเหมือนที่สำคัญ 2 รูป หนึ่งเป็นรูปของกัมรเตงชคัตวิมายองค์จริง อีกองค์หนึ่งคือ รูปเหมือนของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีคนพูดว่าชัยวรมันที่ 7 เป็นกษัตริย์เขมรทำไมเราต้องไปยกย่อง เราต้องลืมคำว่าเขมรออกไป ต้องมองว่าเป็นวัฒนธรรมร่วม และที่สำคัญ นี่คือบ้านแม่ท่าน เหตุที่ท่านสร้างรูปเหมือนของตัวเองไว้ที่นี่ด้วยท่าพนมหัตถ์ ก็เพราะว่าท่านมีพระราชศรัทธาว่าเมืองนี้เป็นเมืองของพระราชมารดา เป็นเมืองต้นตระกูลของพระองค์ ก็เลยต้องสร้างรูปเหมือนตัวเองประดิษฐานไว้ที่นี่”
ไม่ว่าความขัดแย้งระหว่างผู้คนของสองประเทศในปัจจุบันจะเป็นเช่นไร แต่ย้อนกลับไปยังอดีตอันไกลโพ้นที่ยังไม่มีรัฐชาติ ไร้ซึ่งเขตแดนกั้นเขากั้นเรา ผู้คนล้วนไปมาหาสู่เป็นเครือญาติ การรับและส่งวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องสามัญอย่างยิ่ง ที่หากเราได้เรียนรู้และเปิดใจ นอกจากจะได้อิ่มเอมกับความงามของศิลปะแล้ว ยังจะทำให้เราหลุดพ้นจากอคติที่สร้างขึ้น เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างเข้าใจ
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
