ลิขสิทธิ์ในโลกที่ลอกเลียนง่าย:
เมื่อความคิดสร้างสรรค์ซ้อนทับกับการละเมิด (1)
ในห้วงเวลาที่ “การละเมิดลิขสิทธิ์” ไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงในวงวิชาการ หากแต่กลายเป็นประเด็นร้อนในพื้นที่สาธารณะของสังคมไทย ตั้งแต่โลกโซเชียลมีเดียไปจนถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คำถามพื้นฐานบางอย่างกลับถูกละเลยไปอย่างน่าเสียดาย นั่นคือ เรากำลังพูดถึง “อะไร” กันแน่ เมื่อเราพูดถึงคำว่า “การละเมิด” หรือแม้แต่ “งานดัดแปลง”
ความสับสนจำนวนมากไม่ได้เกิดจากความไม่สุจริตเสมอไป หากแต่เกิดจากการที่ “ภาษาในชีวิตประจำวัน” และ “ภาษาของกฎหมาย” มิได้ซ้อนทับกันอย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่สังคมเข้าใจว่าเป็นการลอกเลียน อาจไม่ใช่ “การละเมิด” ในความหมายทางกฎหมาย ขณะเดียวกัน สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเพียงแรงบันดาลใจ ก็อาจล้ำเส้นไปสู่การนำ “สาระสำคัญ” ของงานผู้อื่นมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างมีนัยสำคัญ
บทความนี้จึงมิได้ตั้งต้นจากการชี้ผิดหรือชี้ถูก หากแต่ชวนผู้อ่านกลับไปพิจารณา “โครงสร้างความคิด” ของกฎหมายลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง ตั้งแต่นิยามของคำสำคัญ ไปจนถึงหลักเกณฑ์ที่ใช้วินิจฉัยว่าการกระทำหนึ่งเข้าข่ายละเมิดหรือไม่ รวมถึงคำถามที่ซับซ้อนยิ่งกว่า นั่นคือ ในกรณีของ “งานดัดแปลง” เส้นแบ่งระหว่างการสร้างสรรค์กับการละเมิดนั้นถูกขีดไว้ตรงจุดใด
![]()
1. ปกติเวลาพูดถึง “งานดัดแปลง” บางทีหลายคนจะรีบไปถามว่าผิดหรือไม่ผิด แต่ในทางกฎหมาย คำถามนี้ต้องเริ่มจาก “นิยาม” ก่อน เพราะแต่ละระบบตั้งต้นไม่เหมือนกัน
เริ่มจากระดับสากล อนุสัญญากรุงเบิร์น (Berne Convention) ไม่ได้ใช้คำว่า Derivative work โดยตรง แต่รับรองว่า “งานแปล งานดัดแปลง การเรียบเรียง หรือการเปลี่ยนรูปแบบอื่นๆ” สามารถได้รับความคุ้มครองในฐานะงานใหม่ได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ "ความคุ้มครองนั้นต้องไม่กระทบสิทธิของงานต้นฉบับ" นี่คือกรอบอย่างกว้างที่ยอมรับให้มีการต่อยอดงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ แต่ยังคงรักษาสิทธิของเจ้าของเดิมไว้
ขยับมาที่ฝั่งสหรัฐอเมริกา กฎหมายให้นิยามคำว่า “Derivative work” ไว้ชัดใน 17 U.S.C. §101 และนิยามนี้ค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมงานที่ Based upon งานเดิมในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะคำว่า “Recast, Transform, or Adapt” พร้อมกันนั้น กฎหมายยังย้ำว่า ลิขสิทธิ์ในงานดัดแปลงจะคุ้มครองเฉพาะ “ส่วนที่สร้างเพิ่ม” (17 U.S.C. §103(b)) และเจ้าของลิขสิทธิ์เดิมมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการอนุญาตให้สร้างงานดัดแปลง (17 U.S.C. §106)
ในขณะที่สหราชอาณาจักร ไม่ได้วางนิยามกว้างแบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา ในกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหราชอาณาจักรมีคำว่า Adaptation อยู่ แต่ใช้ในลักษณะเฉพาะมากๆ กับงานบางประเภทเท่านั้น ไม่ได้ใช้แบบครอบจักรวาล ทำให้ในทางปฏิบัติ เวลาพิจารณาเรื่องงานดัดแปลง ศาลจะไม่ได้เริ่มจากคำนิยามว่างานดัดแปลงคืออะไรก่อน ...แต่จะไปดูว่า มีการนำ “Substantial part” หรือส่วนที่เป็นสาระสำคัญของงานเดิมมาใช้หรือไม่
![]()
2. เมื่อเข้าใจนิยามแล้ว คำถามถัดมาคือ “การเอางานของผู้อื่นมาดัดแปลง “โดยไม่ได้รับอนุญาต” จะเป็นละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่” ...คำตอบคือ "ไม่เสมอไป"
ในระบบของสหรัฐอเมริกา แม้งานจะเข้าลักษณะเป็น Derivative work หรือ งานดัดแปลง... ซึ่งอาจนำเอางานอันมีลิขสิทธิ์ก่อนหน้ามาดัดแปลงต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่การกระทำนั้นจะเป็นละเมิดลิขสิทธิ์ก็ต่อเมื่องานที่เกิดขึ้นภายหลังได้มีการคัดลอกองค์ประกอบที่ได้รับความคุ้มครองและมีความคล้ายอย่างมีนัยสำคัญ...
นอกจากนี้ ในระบบของสหรัฐอเมริกาก็ยังมีกรณีอื่นๆ ที่การนำงานเดิมมาดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ก็ไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย เช่น เมื่องานก่อนหน้านั้นตกเป็นสมบัติสาธารณะ (Public domain) ไปแล้ว หรือเมื่อการดัดแปลงงานนั้นเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่น Fair use หรือ Transformative use ซึ่งในสถานการณ์เหล่านี้จะถือว่าเป็นการนำเอาผลงานเดิมมาใช้ "โดยชอบด้วยกฎหมาย" แม้จะไม่ได้รับอนุญาตก็ตาม ดังนั้น การได้รับอนุญาตหรือไม่ จึงไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่เป็นเพียงข้อพิจารณาหนึ่งเท่านั้น
ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดใน Nimmer on Copyright ที่เน้นว่า กฎหมายไม่ได้ห้ามทุกแรงบันดาลใจ แต่ห้ามการนำ “Protected expression” ไปใช้ในระดับที่มีนัยสำคัญ
ส่วนในฝั่งสหราชอาณาจักร แม้จะไม่ใช้กรอบคำว่า Derivative work แบบเดียวกัน แต่ก็ไปจบที่หลักเดียวกัน คือถ้ามีการใช้ “สาระสำคัญของงาน” ก็มีโอกาสเป็นละเมิดได้
นอกจากนี้ ยังมีประโยคสำคัญของเมลวิลล์ นิมเมอร์ (Melville Nimmer) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ช่วยสรุปแก่นของเรื่องนี้ได้คมมาก คือ…
"งานหนึ่งจะถือเป็น “งานดัดแปลง” ได้ก็ต่อเมื่อ หากสมมติว่าการนำส่วนของงานเดิมมาใช้นั้นเกิดขึ้น “โดยไม่ได้รับอนุญาต” แล้ว การกระทำนั้นอาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์"
"...[A] work will be considered a derivative work only if it would be considered an infringing work if the material which it has derived from a preexisting work had been taken without the consent of a copyright proprietor of such preexisting work."
- Nimmer on Copyright Sec. 3.01 (1986)
นั่นแปลว่า เส้นแบ่งของคำว่างานดัดแปลงในเชิงกฎหมาย ผูกอยู่กับแนวคิดเรื่อง “การละเมิด” โดยตรง และงานซึ่งไม่ได้นำเอาส่วนสำคัญของงานต้นฉบับมาจนถึงขั้นอาจเป็นละเมิด (หากไม่ได้รับอนุญาต) ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นงานดัดแปลงนั่นเอง
![]()
3. ทีนี้มาถึงอีกประเด็นสำคัญในมุมมองของกฎหมาย คือ ถ้ามีการดัดแปลง... แล้วงานดัดแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังนั้นจะ “มีลิขสิทธิ์หรือไม่?”... คำตอบคือ “อาจเป็นไปได้”…
โดยหลักคิดของสหรัฐอเมริกา แยกเรื่องนี้ออกจากการละเมิดอย่างชัดเจน โดยผู้สร้างงานดัดแปลงจะสามารถมีลิขสิทธิ์ใน “ส่วนที่ตนสร้างขึ้นเอง” เช่น การแก้ไข การใส่คำอธิบาย หรือการขยายเนื้อหา...ได้
แต่ลิขสิทธิ์ดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ดัดแปลงได้มีการนำผลงานเดิมมาใช้ “โดยชอบด้วยกฎหมาย” (ได้กล่าวมาแล้วในข้อ 2 ข้างต้น) นอกจากนี้ สิ่งที่เพิ่มเข้าไปยังต้อง 1) มีความเป็นต้นฉบับ และ 2) ไม่ใช่แต่เพียงเล็กน้อย อีกด้วย
กล่าวโดยสรุป เกณฑ์การคุ้มครองลิขสิทธิ์ในงานดัดแปลงของสหรัฐอเมริกา สามารถจำแนกออกได้เป็น 4 เงื่อนไขหลักคือ
หนึ่ง - งานต้นฉบับต้องเป็นงานที่มีลิขสิทธิ์หรือเคยมีลิขสิทธิ์มาก่อน
สอง - การนำมาใช้ต้องชอบด้วยกฎหมาย เช่น ได้รับอนุญาต, อยู่ใน Public domain, หรือเข้าข้อยกเว้นอย่าง Fair use, Transformative use
สาม - งานใหม่ต้องมีองค์ประกอบที่เป็นอิสระจากงานเดิมและมีลิขสิทธิ์ได้ด้วยตัวเอง และ
สี่ - องค์ประกอบที่เติมเข้าไปใหม่นั้น ต้องไม่อยู่ในระดับที่ต่ำจนเกินไปจนเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย (Trivial)
ผลที่ตามมาคือ หากงานดัดแปลงถูกสร้างขึ้นโดยชอบ ผู้สร้างสามารถใช้สิทธิห้ามผู้อื่นคัดลอก “เฉพาะส่วนที่ตนสร้างเพิ่ม” ได้ แต่ไม่สามารถขยายสิทธิไปครอบคลุมงานต้นฉบับ...
ในทางกลับกัน หากการใช้ผลงานเดิม “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เช่น ไม่ได้รับอนุญาตและไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้น งานดัดแปลงนั้นก็จะมีปัญหาในแง่การละเมิด และไม่สามารถนำลิขสิทธิ์ในงานใหม่ไปต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ หรืออาจถึงขั้นที่งานที่เกิดขึ้นใหม่จะไม่ได้ลิขสิทธิ์เลยก็เป็นไปได้
เพราะฉะนั้น ถ้าพูดกันถึงงานดัดแปลง ก็จะเห็นว่ามี 3 ประเด็นที่ต้องแยกกันพิจารณาให้ชัดเจน คือ
1.นิยามของกฎหมาย
2.การพิจารณาว่าละเมิดงานเดิมหรือไม่ และ
3. การพิจารณาว่างานใหม่มีลิขสิทธิ์หรือไม่
และคำถามที่น่าชวนคุยต่อคือ “แล้วหลักเกณฑ์ของประเทศไทยเป็นอย่างไร?”…
ใครสนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้
อ้างอิง:
- https://www.ce9.uscourts.gov/jury-instructions/node/271
- www.copyright.gov/circs/circ14.pdf
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
