ขอนแก่น / เมืองศิลปะ / (ชั่วคราว)
คอลัมน์: ศิลป์จ้ากพาก
ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จังหวัดขอนแก่นดูจะคึกคักเป็นพิเศษกิจกรรมศิลปะหลายงานถูกจัดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน จนดูเหมือนจะกลายเป็น “เมืองศิลปะชั่วคราว”
ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัดและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงลิ่ว...การพาตัวเองออกไป ดูงานศิลปะ ดูเหมือนจะเป็นความหวังเล็กๆ ของการพักผ่อน อย่างน้อยก็ในเชิงความรู้สึก
การเกิดขึ้นของงาน KHON KAEN CANVAS Isan Art Fair & Showcase เทศกาลแสดงและจำหน่ายศิลปะอีสานร่วมสมัย ณ พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 28 - 29 มีนาคม จัดโดยสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไมซ์ภาคอีสาน ในช่วงเวลาที่ศิลปะถูกเรียกหาให้เป็นทั้งพลังสร้างสรรค์และเครื่องมือทางเศรษฐกิจ งานเทศกาลนี้ปรากฏขึ้นพร้อมถ้อยคำที่งดงาม และทะเยอทะยาน อาทิเช่น ระบบนิเวศทางศิลปะ เครือข่ายภาคี
ทั้งนี้เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ขอนแก่นว่าคือ ศูนย์กลางตลาดศิลปะ (Art Hub)??
![]()
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นแค่ในระดับภาษาหรือบนหน้าฟีด มากกว่าในระดับของประสบการณ์จริง หรือความเป็นจริง ภาพของผู้คนจำนวนมากที่ถูกระดมมาจากหลายชุมชนและหลายอำเภอนั่งเรียงกันฟังพิธีเปิดสะท้อนบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับ “งานราชการ” เสียมากกว่า “พื้นที่ศิลปะ”
แต่ว่าอย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในงาน คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ “ความตั้งใจ” แต่อยู่ที่ “ความเข้าใจ” เพราะแม้งานจะถูกเรียกว่า ”Art Fair“ แต่ลักษณะของการจัดการกลับไม่สามารถสร้างเงื่อนไขพื้นฐานของทั้ง “ศิลปะ” และ “ตลาด” ได้เลย
![]()
ในพื้นที่จัดงานนิทรรศการ เราพบการอยู่ร่วมกันอย่างน่าสนใจระหว่าง งานศิลปะ บูธนวดแผนไทย ผ้าทอ และของที่ระลึก
งานศิลปะถูกนำมาวางรวมกันโดยไม่มีการออกแบบพื้นที่ ไม่มีการสร้างจังหวะของการมอง ไม่มีแม้แต่ความพยายามที่จะทำให้ผลงานได้สื่อสาร ทั้งหมดถูกนำมาวางไว้ด้วยกันเฉยๆ โดยมีคำว่า “ร่วมสมัย” ทำหน้าที่เชื่อมโยงอย่างหลวมๆ
การเรียกสิ่งนี้ว่า “Art Fair” จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้แต่หน้าที่ในเชิงการขาย มันยังไม่สามารถสร้างเงื่อนไขพื้นฐานของการนำเสนอสินค้าได้เลย สิ่งที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงที่สุด น่าจะเป็นการจัดแสดงสินค้า OTOP ที่ถูกย้ายบริบทเข้ามาอยู่ในร่มคำว่า “ร่วมสมัย”
ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาเปรียบเทียบว่าสินค้า OTOP เป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือไม่มีคุณค่า กลับกันนับว่าเป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำในการพัฒนาสินค้าผลิตภัฑน์จากชุมชนเพื่อที่ให้ชุมชนเกิดรายได้และคุณค่าเพิ่มมากขึ้น แต่ในพื้นที่นี้ที่เรียกว่า Isan Art Fair & Showcase
ศิลปะในที่นี้กลับถูกลดทอนให้เหลือเป็นเพียง ”วัตถุ“ ที่ถูกนำมาวางรวมกันมากกว่าจะเป็นสิ่งที่ถูก ”นำเสนอ“ หรือ “เพื่อสื่อสาร”
ผลงานที่ถูกนำมาวางไว้ด้วยความตั้งใจ ที่ยากที่จะอธิบายได้ว่าต้องการให้ผู้ชม ทำอะไร กับมัน กันแน่?
มอง? ซื้อ? เดินผ่าน? หรือเพียงแค่รับรู้ว่ามีอยู่?
![]()
ผลงานศิลปะ? จำนวนมากถูกนำมาจัดวางโดยปราศจากการออกแบบเชิงภัณฑารักษ์ ไม่มีการสร้างลำดับการรับรู้ ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพื้นที่ และไม่มีความพยายามในการดึงผู้ชมเข้าสู่ประสบการณ์ทางศิลปะแม้แต่น้อย
ในขณะเดียวกัน พื้นที่ที่ถูกนิยามว่าเป็นตลาด Art&Craft ก็ไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้เช่นกัน ผู้ขายบางคนยังไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังเข้าร่วมอะไร ส่วนผู้ชมก็ไม่แน่ใจว่างานนี้คืออะไร แต่ผู้จัดดูเหมือนจะมั่นใจว่าทั้งหมดนี้คือ ความสำเร็จไปแล้ว
หรือความไม่ตรงกันของความเข้าใจเหล่านี้ อาจเป็นผลงานที่สมบูรณ์ที่สุดของงานนี้ก็เป็นได้
ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ “Art Fair” แต่เป็นเพียงการจำลองรูปแบบของ “Art Fair” ภายใต้โครงสร้างของงานกิจกรรมรูปแบบเดิม ความย้อนแย้งที่สำคัญที่สุดคือการที่งานพยายามจะสื่อสารตัวเองในฐานะ “ศิลปะร่วมสมัย” แต่กลับใช้วิธีคิดและรูปแบบการจัดการที่ยึดโยงกับโมเดลเก่า ซึ่งไม่สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ชมได้ในแง่นี้ “ความร่วมสมัย” จึงปรากฏแต่เพียงในระดับของแค่ภาษา ไม่ใช่ในระดับของการปฏิบัติ
ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับการดึงเอาชุมชนต่างๆ ทั้งจากต่างอำเภอและในเมืองเข้ามามีส่วนร่วม โดยปราศจากการสื่อสารที่ชัดเจนยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้จัดมองชุมชนในฐานะ “องค์ประกอบของงาน” มากกว่าการเป็น “ผู้มีส่วนร่วม” อย่างแท้จริง ผลลัพธ์คือ การมีอยู่ของผู้คนจำนวนมากในพื้นที่เดียวกันแต่ไม่เกิดการพบกันในความหมายของการแลกเปลี่ยน
![]()
KHON KAEN CANVAS Isan Art Fair & Showcase จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวอย่างของการจัดงานที่มีข้อบกพร่อง แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาเชิงโครงสร้าง ในการทำความเข้าใจศิลปะร่วมสมัยในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่ศิลปะถูกนำไปเชื่อมโยงกับสังคมทั้งในนโยบายเศรษฐกิจ และการสร้างภาพลักษณ์ของเมือง เพราะท้ายที่สุดแล้วศิลปะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการจัดงานเพียงอย่างเดียว การที่สังคมจะก้าวไปข้างหน้าได้ ต้องอาศัยการสร้างเงื่อนไขทั้งในเชิงความคิด การวางแผน การจัดการ และ ประสบการณ์
เมื่อพิจารณาถึงความเป็นจริงที่น่าหดหู่ทั้งหมดนี้แล้ว สิ่งที่งานนี้เผยให้เห็นอย่างชัดเจนเพียงอย่างเดียวก็คือเงื่อนไขเหล่านั้นยังไม่เคยปรากฏขึ้น นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก...
ถัดจากงานศิลปะที่พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดขอนแก่น เดินเลาะผ่าลมร้อนถนนกลางเมืองอีกสักหน่อย ผ่านโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน สู่สถานี บขส. 2 หรือที่คนขอนแก่นมักจะเรียกสั้นๆ ว่า”ปรับอากาศ” (สถานีเดินรถปรับอากาศ) ทราบว่ามีการจัดแสดงงานศิลปะการแสดง และการออกแบบ ร่วมกับการเสวนาเกี่ยวการพัฒนาเมืองและพื้นที่ ทำให้งานดูน่าสนใจไม่น้อย เพราะการใช้พื้นที่สถานีปรับอากาศเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ส่วนตัวผู้เขียนเองก็มีโอกาสได้เข้าร่วมสังเกตุการณ์อยู่บ่อยๆ ทำให้ลุ้นว่าการตีความใหม่ครั้งนี้ว่าจจะออกมาเป็นรูปแบบไหน?
![]()
พื้นที่สถานีปรับอากาศขอนแก่น (บขส.2) ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง ภายใต้ชื่อโครงการ “Urban Pulse: ปั้มหัวใจเมือง” ความพยายามของภาครัฐ มหาวิทยาลัย และเครือข่ายต่างๆ ที่ต้องการ “ปลุกเมืองเก่าให้มีชีวิต” ผ่านพลังของเยาวชนและศิลปะร่วมสมัย โดยการสนับสนุนจากกองทุนทุนสนับสนุนงานมูลฐาน - Fundamental Fund (FF) ปี 2569 ภายใต้งบประมาณวิจัยที่จัดสรรผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ในคำอธิบายของโครงการนี่คือ ก้าวสำคัญของการฟื้นฟูเมือง คือพื้นที่สร้างสรรค์ คือการมีส่วนร่วม และคืออนาคตของการพัฒนาอย่างยั่งยืน...
แต่เมื่อมองจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ตลอดสองวันที่จัดงาน (ผู้เขียนไปทั้ง2วัน)
คำถามสำคัญกลับไม่ใช่ว่า งานนี้ทำอะไร? แต่คือ สิ่งที่ถูกเรียกว่า “การฟื้นฟู” นั้น เกิดขึ้นจริงหรือไม่?
สถานีปรับอากาศขอนแก่นเคยเป็นศูนย์กลางของการเดินทาง เป็นพื้นที่ของการรอคอย การพบปะ และเป็นที่พึ่งพาทางเศรษฐกิจของผู้คนจำนวนมาก
![]()
แต่หลังการย้ายไปยัง บขส.3 เป็นต้นมา ตั้งแต่ปี 2557 พื้นที่นี้ก็ไม่ได้ ปลี่ยนผ่านไปสู่อะไรใหม่ ถูกปล่อยทิ้งให้ตายไป โดยไม่มีแผน ไม่มีทิศทาง และไม่มีความรับผิดชอบจากผู้ใดที่ทำให้เกิดผลกระทบที่ชัดเจนนี้ขึ้น
การสร้างบรรยากาศแบบ พื้นที่นั่งเล่นของเมือง ผ่านข้อความหวานๆ งานคราฟต์ ไฟประดับ เสื่อ มุมกิจกรรม แต่เมื่อวางลงบนโครงสร้างที่ทรุดโทรมผนังที่เสื่อมสภาพ และสถาปัตยกรรมที่ถูกทอดทิ้ง มันไม่ได้กลมกลืนกัน และนี่ไม่ใช่การฟื้นฟู แต่เป็นการ “ซ้อนทับทางสุนทรียภาพที่ย้อนแย้ง”
![]()
ป้าย Romance Art Space ประกาศชัดเจนว่าพื้นที่นี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์และความรู้สึก เมื่อพิจารณาภาพรวมความโรแมนติกนี้ไม่ได้เกิดจากพื้นที่เป็นเพียงแค่การติดตั้ง
ในส่วนการแสดงใช้คำว่า Liminal Transit ที่ถูกใช้เพื่อสร้างภาพของการเปลี่ยนผ่าน แต่สถานีปรับอากาศแห่งนี้ไม่ได้อยู่ระหว่างการกลายเป็นอะไรใหม่? สิ่งที่งานศิลปะเข้ามาเจอจึงไม่ใช่พื้นที่ระหว่างทาง แต่คือพื้นที่ที่ถูกปล่อยให้ตายไปแล้ว
![]()
การแสดง Immersive ทั้ง 6 ชุด เปิดโอกาสให้ผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในพื้นที่จริง ดังนั้นสิ่งที่ผู้ชมได้รับจึงไม่ใช่แค่บรรยากาศ แต่คือประสบการณ์ของคนอื่น ความทรงจำของเหล่าผู้คนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ โดยถูกจัดวางตัดต่อร้อยเรียง เป็นการแสดง Role Play สำหรับผู้ชมที่ไม่เคยมีส่วนร่วมกับพื้นที่นี้ ความเจ็บปวดของผู้คนในพื้นที่นี้ จึงกลายเป็น Aesthetic ที่สามารถแค่เดินเข้าไปเสพ แล้วก็เดินออกมาได้ แม้ว่าการใช้ Performance เพื่อเล่าเรื่องความสูญเสียอาจดูเหมือนเป็นการให้เสียงกับชุมชน แต่ในความเป็นจริงคือการจำลองความเจ็บปวดโดยคนนอกที่ไม่ต้องอยู่กับมัน ผู้ชมรู้สึก ผู้จัดงานสำเร็จบรรลุเป้าหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ Narrative ของการบูรณาการ แล้วทุกอย่างก็จบลงตรงนั้น ขณะที่คนในพื้นที่ก็ยังคงอยู่กับผลกระทบเดิม
![]()
ในช่วงท้ายการแสดง มีเสียงดังออกลำโพงว่า “พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกออกแบบโดยผู้นำ แต่ถูกนิยามโดยพวกคุณ”
ประโยคนี้ฟังดูสวยงามเร้าอารมณ์มาก แต่ในบริบทนี้นี้ไม่ใช่การคืนอำนาจ แต่คือการสร้างภาพลวงของการมีส่วนร่วม ผู้จัดงานเข้ามาสร้างความหมายโรแมนติกกับซากของปัญหาแล้วก็จากไป ปล่อยให้คนในพื้นที่อยู่กับสิ่งที่ไม่เคยถูกแก้ไขอย่างจริงใจ
แม้ในเวทีเสวนาจะพูดถึงอนาคตของพื้นที่สร้างสรรค์อยู่ตลอดการเสวนา แต่เสียงของผู้เข้าร่วมงานกลับสะท้อนปัญหาเชิงปฏิบัติ ทั้งการเข้าถึงพื้นที่ การจัดการ การอนุญาตใช้พื้นที่
![]()
Urban Pulse: ปั้มหัวใจเมือง ในวันนี้ไม่ได้รับการตอบกลับสัญญาณชีวิตของเมืองแต่มันคือ สัญญาณของความพยายามที่จะทำให้พื้นที่ที่กำลังตาย ยังดูเหมือนมีชีวิตอยู่ นี่ไม่ใช่การฟื้นฟูพื้นที่ แต่คือการพยายามปั๊มหัวใจให้ซากปรักหักพังยังขยับได้
บางทีคำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ ศิลปะทำอะไรได้บ้าง? แต่คือ “เรากำลังใช้ศิลปะเพื่อเปลี่ยนแปลงพื้นที่” หรือแค่ “ใช้พื้นที่เพื่อผลิตภาพของการเปลี่ยนแปลง?“
![]()
คำถามเรื่อง “อนาคต” ยังคงไม่มีคำตอบ แต่การแสดงรูดม่านปิดลงแล้ว และในขณะที่อนาคตของพื้นที่จริงอาจถูกกำหนดไว้แล้ว ผ่านเสียงซุบซิบในงานของการมาของสถานีดับเพลิง?
*ส่วนเทศกาลละครขอนแก่นผู้เขียนไม่มีโอกาสได้ไปชม หมดแรง และเวลาไม่พอ แต่เห็นว่าจัดร่วมกันทั้งสองพื้นที่ทั้ง พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ และสถานีปรับอากาศ รวมทั้งสิ้นทั้งหมด 3 เทศกาล*
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
