ไร่องุ่นกลางเขาใหญ่ ภารกิจไล่ตามความฝันของชายวัยใกล้เกษียณ
สู่ไวน์ GI เขาใหญ่คุณภาพเยี่ยม ไวน์ไทยหนึ่งเดียวบน First Class การบินไทย
หลังจากที่ได้รับทราบข่าวว่า “Sakuna Rosé” ไวน์สีชมพูอ่อน จากไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ ได้รับคัดเลือกให้เป็นเครื่องดื่มเพื่อเสิร์ฟบนชั้นเฟิร์สคลาสและบิสสิเนสคลาสของสายการบินไทย ในฐานะผู้ที่คอยตามติดก้าวย่างสำคัญของไวน์เขาใหญ่เสมอมาก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง แถมยังอดที่จะภูมิใจไปด้วยไม่ได้ เพราะรู้ว่าตลอดเส้นทางกว่าจะถึงวันนี้ของกราน-มอนเต้ไม่ง่าย
ย้อนกลับไปเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1999 องุ่นทำไวน์ต้นแรกได้หยั่งรากบนผืนดินเขาใหญ่อย่างมั่นคง ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นของคุณวิสุทธิ์ โลหิตนาวี ชายหนุ่มวัยใกล้เกษียณจากบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่งในเวลานั้น
![]()
“ผมเริ่มทำไร่องุ่น 5 ปี ก่อนจะเกษียณ” คุณวิสุทธิ์ ในวัย 83 ปี เอ่ยขึ้นขณะเดินดูคนงานเก็บองุ่นในช่วงค่ำหนึ่งของต้นเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นช่วงท้ายของฤดูกาลเก็บเกี่ยวในปีนี้แล้ว
โดยปกติไร่องุ่นกราน-มอนเต้จะเก็บเกี่ยวปีละ 1 ครั้ง โดยฤดูการเก็บเกี่ยวจะเริ่มขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และเมื่อภารกิจจบลง ต้นองุ่นที่ปราศจากผลก็จะเข้าสู่โหมดการดูแลตามขั้นตอนของมัน ซึ่งปัจจุบันกราน-มอนเต้มีโนฮาวและความเชี่ยวชาญของตัวเองในระดับที่คนในวงการไวน์ทั้งในและต่างประเทศต้องมาเรียนรู้กันทุกปี
![]()
สำหรับบางคนที่มองแค่ความสำเร็จในวันนี้ อาจจะคิดว่าการทำไร่องุ่นเป็นเรื่องง่าย แค่มีเงินก็สามารถเสกทุกอย่างขึ้นมาได้ แน่นอนว่าทุกคนมีสิทธิคิด แต่ความจริงเป็นแบบไหน...นั่นก็อีกเรื่อง
ชีวิตของคุณวิสุทธิ์ ก่อนจะมาบุกเบิกไร่ไวน์กราน-มอนเต้มีความโลดโผนไม่น้อย จากนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ แล้วไปเรียนต่อด้านเครื่องยนต์ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อเรียนจบเข้าทำงานเกี่ยวกับรถยนต์ และเป็นนักแข่งรถอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง กระทั่งมีโอกาสทำหนังสือยานยนต์ร่วมกับขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งมอเตอร์เอ็กซ์โป โดยตอนนั้นคุณวิสุทธิ์เป็นบรรณาธิการบริหาร ชีวิตเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อตัดสินใจเข้าทำงานบริษัทแห่งหนึ่งของอังกฤษ ซึ่งเป็นบริษัทจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขอนามัยต่างๆ รวมถึงยา และสารเคมี ในตำแหน่งผู้จัดการแผนก จากนั้นขยับตำแหน่งเป็นผู้จัดการภาคที่สิงคโปร์ กระทั่งกลับมาเมืองไทยทำงานจนเกษียณอายุ ซึ่งเป็นรอยต่อของการเริ่มต้นทำไร่องุ่นในเวลาต่อมา
![]()
“ก่อนอื่นนะ ไอ้เรื่องเล่าๆ กันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับว่าทำไมผมถึงเริ่มทำไร่องุ่น คนนั้นก็เล่าแบบนั้น คนนี้เล่าแบบนี้ แต่ที่จริงคือผมชอบดื่มไวน์” คุณวิสุทธิ์ยิ้มน้อยๆ หลังคำบอกเล่าถึงที่มาที่ไป
ด้วยความที่ทำงานในบริษัทต่างชาติ เมื่อมีงานก็ต้องมีเครื่องดื่มคู่กันเสมอ จากคนไม่ดื่มก็เริ่มสนใจเรื่องไวน์ เริ่มดื่มด่ำกับรสชาติของไวน์ จนกลายเป็นประกายไฟเล็กๆ ให้หนุ่มออฟฟิศอยากทำไร่องุ่นขึ้นมา
![]()
“เมื่อ 30 ปีก่อน ในประเทศไทยแทบไม่มีคนทำ ถึงมีก็น้อย ผมมองว่าเป็นโอกาส และเชื่อว่าหากทำให้ดี ก็จะไปได้ดี มีโอกาสสำเร็จสูง ซึ่งทำดีที่ว่านี้ คือ ต้องดีจริงๆ ต้องทำเต็มที่ ให้ความสนใจเต็มกำลัง เพราะเรารู้ว่าถ้าจะทำให้ดี เราต้องมีโปรดักซ์ที่ดีจริงๆ ซึ่งมันก็ต้องมาจากองุ่นที่ดีจากไร่ และมองเห็นว่าไร่องุ่นก็จะเป็นตัวดึงให้คนเข้ามาเที่ยวด้วย”
เมื่อได้ข้อสรุปกับตัวเองแน่ชัดแล้ว ชายหนุ่มในวัยอีก 5 ปีจะเกษียณอายุในเวลานั้น จึงได้เริ่มมองหาผืนดินที่เหมาะสมสำหรับปลูกองุ่นทำไวน์ และด้วยความที่คุณวิสุทธิ์รู้จักพื้นที่แถบเขาใหญ่มากกว่าที่อื่น และเห็นว่าสภาพแวดล้อมเหมาะสม จึงตัดสินใจขอซื้อจากชาวบ้านในช่วงแรกจำนวน 50 ไร่ เพื่อเริ่มก่อร่างสร้างฝันของตัวเอง
![]()
“มาตอนแรกเรามาตั้งแต่หัวแถวนู่น(ชี้ไปที่ถนนปากทางเข้าไร่) เห็นต้นไม้ใหญ่ก็ขับรถลุยป่าเข้ามา เดิมที่นี่เป็นไร่ข้าวโพดเก่า มีต้นมะม่วงหิมพานต์ด้วย เราคิดว่าที่นี่เหมาะจะปลูกองุ่น แล้วยังมีสระน้ำอยู่ด้วย เลยตัดสินใจเลือกที่นี่”
ในเบื้องต้นแม้จะมีการเตรียมตัว และหาความรู้เรื่องทำไร่องุ่นมาระดับหนึ่งจากเพื่อนชาวต่างชาติ ทั้งออสเตรเลีย และฝรั่งเศส รวมกับความรู้ที่สะสมจากการอ่านและประสบการณ์จากการดื่ม แต่ความรู้ที่มีก็ยังไม่ใช่ความรู้สำหรับปลูกองุ่นในประเทศที่มีอากาศร้อนชื้นอย่างประเทศไทยเสียทีเดียว
กระทั่งบุตรสาวคนโต คุณนิกกี้-วิสุตา โลหิตนาวี ได้ไปเรียนต่อด้านการปลูกองุ่นและทำไวน์ที่ประเทศออสเตรเลีย กราน-มอนเต้จึงได้เริ่มมาพัฒนาการปลูกองุ่นมากขึ้น มีการปรับองุ่นให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และเมื่อรวมกับความรู้ที่มีอยู่เดิม ก็ทำให้เกิดเป็นโนฮาวของตัวเองขึ้นมา ซึ่งภายหลังเรียกวิธีการแบบนี้ว่า Tropical Viticulture หรือ การปลูกองุ่นในเขตร้อนชื้น
![]()
“ทีนี้พอเราเริ่มเรียนรู้ว่าต้องทำยังไง กลายเป็นว่าปัจจุบันมีคนมาเรียนรู้จากเรา ทั้งในไทยและต่างประเทศ อย่างเวลานี้มีฝรั่งเศสมา 2 คน”
27 ปี บนเส้นทางอุตสาหะกว่าจะเป็นไวน์ไทยในสายตาโลก
หลังจากได้ที่ดินผืนแรกมา 50 ไร่ คุณวิสุทธิ์ได้ลงต้นองุ่นแปลงแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1999 และค่อยๆ สร้างกราน-มอนเต้ขึ้นมาด้วยความพากเพียร แม้ว่าจะพบอุปสรรคนานาก็ไม่เคยคิดที่จะหยุดตามหาฝันของตัวเองแม้แต่วันเดียว จนถึงวันนี้มีพื้นที่ปลูกองุ่นมากกว่า 100 ไร่
“ผมอยากจะบอกว่า เรามีความตั้งใจที่จะทำ ฉะนั้นในตอนแรกเราจึงไม่สนใจว่าคนจะชอบไวน์เราแค่ไหน เราแค่ต้องการทำให้ไร่ให้เรียบร้อยก่อนถึงจะตามมาด้วยไวน์”
![]()
วงการไวน์ไทยได้ขยับพัฒนาขึ้นอีกก้าว เมื่อคุณวิสุทธิ์ได้ก้าวมาเป็นหัวหอกในการตั้งสมาคมผู้ประกอบการไวน์ไทยขึ้นมาช่วงปี ค.ศ.2004-2005 เนื่องจากเห็นว่าในขณะนั้นเริ่มมีคนทำไวน์หลายเจ้า จึงตั้งสมาคมขึ้นมาเพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนไทยรู้จักดื่มไวน์ที่ผลิตในประเทศ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ในยุคนั้นนิยมดื่มไวน์จากต่างประเทศมากโดยเฉพาะฝรั่งเศส
“เราตั้งสมาคมขึ้นมาก็ไม่ได้ตั้งเฉยๆ แต่เรามีคู่มือในการทำไวน์ที่ผลิตในประเทศแท้ๆ มีรายละเอียดว่าต้องทำยังไง เช่น ไวน์ต้องทำจากองุ่นเท่านั้น และองุ่นที่จะทำไวน์ต้องเป็นวัตถุดิบในประเทศ แต่ถ้าจะเอาของจากข้างนอกมาผสม เราอนุญาตให้ที่ 15% แต่คุณต้องใส่รายละเอียดตรงฉลากหลังด้วย ต้องบอกผู้บริโภคให้ชัดเจน แต่สำหรับเราใช้ของในประเทศทั้งหมด ซึ่งสมาคมนี้ผมก็เป็นนายกสมาคมตลอดมา(ยิ้ม)”
![]()
แต่ในช่วงเวลาที่เมืองไทยยังไม่อินกับไวน์ที่ผลิตในประเทศนัก ทำให้กว่าที่สมาคมจะยืนหยัดขึ้นมาได้อย่างมั่นคงก็ใช้เวลานับสิบปี
“เพราะเราหนักแน่นในเรื่องนี้ นักดื่มในประเทศโดยเฉพาะคนในวงการไวน์ก็จะรู้ว่าเราซีเรียส จึงทำให้ไวน์ที่เราผลิตเริ่มดีขึ้น และได้รับการยอมรับมาเรื่อยๆ แต่น่าเสียดายไวน์ที่ไทยเจ้าอื่นก้าวตามเรามาน้อย”
คุณวิสุทธิ์ ยืนยันว่าหัวใจสำคัญของการจะทำไวน์ให้ได้คุณภาพดีนั้น สิ่งแรกต้องทำไร่องุ่นที่ให้ดีก่อน โดยหลักการง่ายๆ คือ องุ่นดีถึงจะเป็นไวน์ที่ดี แต่ในช่วงแรกแม้ไวน์ที่ผลิตออกมาจะดีแค่ไหน แต่ตลาดเมืองไทยก็ยังเปิดรับน้อย ยอดขายไม่ได้เปรี้ยงปร้าง จนกระทั่งไวน์กราน-มอนเต้ไปคว้ารางวัลระดับเวทีโลกติดๆ กันหลายรางวัล สปอตไลท์จึงหันมาสาดส่องไวน์ไทยมากขึ้น
![]()
“ถ้าจำไม่ผิด ปีแรกที่จำหน่ายน่าจะ ค.ศ.2002 เป็นรุ่นแรกๆ แต่ตอนนั้นก็ไม่ใช่ไวน์ที่ดีมาก ที่มาดีจริงๆ น่าจะปีค.ศ.2009 เป็นต้นไป ถึงจะเรียกว่าเป็นไวน์ที่ดีจริงๆ ที่แปลกคือไวน์จากองุ่นปี 2009 เป็นไวน์ที่ดีมากๆ และขายจนหมด ผมเลยต้องไปขอดื่มกับเพื่อนที่ซื้อไป(หัวเราะ) เปิดออกมาแล้วผมเซอร์ไพรส์มาก รู้สึกตอนนั้นมีรุ่น Syrah กับ Carbernet Sauvignon เป็นไวน์แดงที่ดีมากทั้งคู่ เพราะเรารู้ว่าถ้าทำดีมันจะเกิดอะไรขึ้น แต่การจะทำให้ดีคุณต้องทำเอง แม้คุณจะรวย มีแพสชั่น มีลูกน้อง แต่ถ้าคุณไม่ดู คุณปล่อยคนอื่นทำ ไม่ลงมือเอง ผลมันก็ไม่ออกมาแบบนี้”
ถ้าความสำเร็จคือเส้นชัย ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ ในวันนี้น่าจะเข้าเส้นชัยมาหลายสนามแล้ว แต่การเดินทางของไร่องุ่นเขาใหญ่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะปัจจุบันบุตรสาวทั้งสองคนได้เข้ามาสานต่อความฝันของพ่ออย่างเต็มตัว
![]()
คุณนิกกี้-วิสุตา โลหิตนาวี บุตรสาวคนโตทำหน้าที่เป็น Oenologist หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกองุ่นและทำไวน์ ส่วนคุณมีมี่-สุวิสุทธิ์ โลหิตนาวี บุตรสาวคนที่สอง เข้ามาประจำการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะพาไวน์กราน-มอนเต้ไปให้โลกได้รู้จัก
“ตั้งแต่ทำมาจะเรียกว่าทุกอย่างมันลงล็อกก็ได้ เพราะลูกเราก็สนใจ และทั้งสองคนก็ทำได้ดี”
เรียกว่าลูกทั้งสองคือความสบายใจของผู้เป็นพ่ออย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นดวงใจของแม่ คุณสกุณา โลหิตนาวี ลมใต้ปีกของคุณวิสุทธิ์ ผู้มีส่วนสำคัญในการก่อร่างสร้างกราน-มอนเต้ให้ประสบความสำเร็จในวันนี้
ทั้งคู่อยู่เคียงข้างกันมาตั้งแต่วันที่ลงมือปลูกองุ่นต้นแรกบนผืนดินเขาใหญ่ และ ตลอดเส้นทางไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความรู้สึกที่ตึงเครียดกลับบรรเทาเบาบางลงทุกครั้งด้วยพลังวิเศษจากผู้เป็นภรรยา
![]()
“เขาเป็นเหมือนช้างเท้าหลังที่ทำให้การเดินตามความฝันของผมเป็นไปอย่างมั่นคง ด้วยความที่เป็นผู้ที่มีความคิดและหนักแน่นในเรื่องการเงิน ส่วนผมคือนักลุยที่ต้องคิดหน้าคิดหลังบ้าง และ คุณสกุณาก็ยังเป็นผู้ดูแลลูกๆที่ดีเสมอมา” คุณวิสุทธิ์เอ่ยถึงคู่ชีวิตที่ผ่านทุกข์ผ่านสุขมาด้วยกัน
และแน่นอนว่าชื่อของไวน์สีชมพูอ่อนแสนเรียบหรูที่เสิร์ฟบนสายการบินไทย ก็มาจากชื่อของคุณสกุณา ผู้เป็นภรรยาและแม่ของครอบครัวโลหิตนาวีนั่นเอง
![]()
กราน-มอนเต้ในวันที่โลกรู้จัก และการเดินทางสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น
“ถ้าถามถึงอนาคตของกราน-มอนเต้ ผมอยากให้ลูกทั้งสองคนทำต่อไป และให้ดีขึ้นกว่านี้อีก เพราะเรายังไม่ถึงที่สุด และถึงแม้ผมจะเป็นผู้บุกเบิกริเริ่มไวน์สมัยใหม่ แต่สิ่งที่ผมอยากให้คนจดจำผม คือ การที่ทำให้วงการไวน์ไทยแท้ๆ ได้รับการพัฒนา และได้รับการยอมรับจากคนในวงการทั้งไทยและต่างประเทศ” ความในใจจากเลกาซี่ที่ยังมีลมหายใจบอกเล่าความคิด ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายของเขาใหญ่ในค่ำคืนหนึ่งของปลายฤดูเก็บเกี่ยว
![]()
ระหว่างสนทนา คนงานยังคงเก็บองุ่นกันอย่างขะมักเขมัน ซึ่งการเก็บเกี่ยวองุ่นนี้จะใช้เวลาตั้งแต่หัวค่ำไปจนถึงเช้ามืด หันไปที่ผู้บุกเบิกวัย 83 ปี ที่ยังคล่องแคล่วเดินตรวจตราดูคนงานทำงานด้วยความเบิกบานใจ
“ตั้งแต่วันแรกที่ทำ ผมไม่เคยคิดถึงภาพความสำเร็จแบบในวันนี้เลย แต่คุณจะใช้คำว่า Follow your dreams ก็ได้นะ คือ ผมฝันว่าอยากจะทำอย่างนี้ แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะมาถึงขนาดนี้” รอยยิ้มน้อยค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า และหากย้อนเวลากลับไปได้ ใบหน้าของหนุ่มใหญ่วัย 55 ที่เริ่มลงมือสร้างฝันของตัวเองในวันนั้น ก็คงจะคล้ายคลึงกันอย่างในเวลานี้
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
