เดินนครราชสีมา ตอนที่ 1
ชมของดีในอดีตที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์
ด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าว และสภาพทางเดินเท้าที่ไม่เอื้ออำนวย อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยมีวัฒนธรรมการเดินเที่ยวไปไหนมาไหนเหมือนบ้านเมืองอื่น
แต่ถ้าได้ลองเดินจริงๆ จะพบว่าเมืองไทยก็เดินเที่ยวได้ แล้วการลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยทำให้เห็นสถานที่แปลกใหม่ นับเป็นการคลายเครียดอย่างดี ที่สำคัญทำให้เราซึมซับบรรยากาศรอบข้างละเอียดขึ้น เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงกับเมืองมากยิ่งขึ้น
นครราชสีมาเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอีสาน ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร อุตสาหกรรม หรือการท่องเที่ยว
![]()
แต่กว่าจะเป็นจังหวัดนครราชสีมาในวันนี้ เมืองและผู้คนเดินทางผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน แต่ละยุคสมัยมีเรื่องราวน่าสนใจเกิดขึ้น เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้ในรูปแบบต่างๆ
แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าการเดินจะเป็นการเรียนรู้อดีตได้ดีอย่างเหลือเชื่อ
ช่วงปลายปีมีการจัดงาน “เดินเมืองนครราชสีมา ครั้งที่ 10” โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิทักษ์ชัย จัตุชัย หรือ อ.ต๊ะ นักประวัติศาสตร์ และอาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา Khaoyai Connect เลยถือโอกาสลงทะเบียนมาร่วมเดินเรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองจากสถานที่จริง ด้วย
![]()
กิจกรรม “เดินเมืองนครราชสีมา” ไปที่ไหนบ้าง
แดดร่มลมตกเวลาสี่โมงเย็น เราตั้งต้นกันที่ “พิพิธพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์” บนถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง เพื่อเยี่ยมชมโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ จากนั้นมุ่งไปยังอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และประตูชุมพล ต่อด้วยการเดินไปตามถนนจอมพลที่คดโค้งราวกับมังกรตัวเขื่องเพื่อชมสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจจากอดีตที่หลงเหลืออยู่ แล้วไปสิ้นสุดทริปประมาณหนึ่งทุ่ม ที่ศาลหลักเมือง และวัดพระนารายณ์มหาราช ใช้เวลาเดินกันทั้งสิ้นราว 3 ชั่วโมง
“คำพูดหนึ่งที่ได้ยินตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่ 15 ปี คือโคราชไม่เห็นมีอะไรน่าเที่ยวเลย แต่จริงๆ โคราชมีสิ่งที่น่าสนใจเยอะมากนะครับ” อ.ต๊ะ ผู้นำทริปเริ่มต้นบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง
![]()
จิ๋วแต่แจ๋ว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์
ใครจะไปคิดว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์ ที่มีขนาดห้องโถงขนาดเล็กกะทัดรัดจะเต็มไปด้วยวัตถุโบราณชิ้นสำคัญมากมาย ซึ่งล้วนเป็นหลักฐานในการปะติดปะต่อเรื่องราวทำให้เราเห็นภาพของเมืองนครราชสีมาจากอดีตได้ชัดเจนขึ้น
โดยวัตถุโบราณที่นำจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทั้งหมดเป็นของสะสมของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทธจินดาวรวิหาร ที่มอบให้กรมศิลปากรตั้งแต่ พ.ศ.2470
![]()
จาก “หินตั้ง” ศาสนาผีในอีสาน สู่จารึกบ้านพันดุง ต้นทางการสร้างเมืองนครราชสีมา
ในมุมลึกสุดของห้องโถง มีจารึกหลักหนึ่งที่สำคัญต่อเมืองนครราชสีมาอย่างมาก เดิมเป็นจารึกชื่อว่าพระศรีวัตสะสร้างพระเทวรูป ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อตามสถานที่ที่พบ คือ “จารึกบ้านพันดุง” โดยพบที่ อ.ขามทะเลสอ เป็นจารึกที่สร้างขึ้นราว 1,300 ปีก่อน เขียนด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต มีเนื้อความอยู่ 10 บรรทัด กล่าวถึงพระศรีวัตสะ พราหมณ์ผู้หนึ่งที่สร้างพระเทวรูปเพื่อสรรเสริญพระศิวะ โดยในช่วงท้ายของบันทึกกล่าวถึงการนับถือพุทธและฮินดูร่วมกัน และที่น่าสนใจ คือ เนื้อหาในจารึกนี้ไปปรากฎอยู่ในจารึกศรีจนาศะที่เมืองโบราณเสมาด้วย นักโบราณคดีจึงสันนิษฐานว่าจารึกหลักนี้อาจจะเป็นต้นกำเนิด หรือต้นทางของการสร้างเมืองนครราชสีมาก็เป็นได้
“ในอดีตด้วยความที่อีสานแร้นแค้น แต่โคราชกลับมีสิ่งที่น่าสนใจ คือ มีหินทรายเยอะ และเจอใบเสมาค่อนข้างมาก ซึ่งปกติในอีสานจะเป็นวัฒนธรรมหินตั้งที่จะปักไว้ตามหลุมฝังศพ แต่หินตั้งเริ่มหายไปเมื่อพุทธศาสนาเข้ามา เราจะเจอใบเสมาแทน เพราะใบเสมาเป็นการปะทะกันระหว่างอิทธิพลพุทธศาสนาจากภาคกลาง กับวัฒนธรรมหินตั้งซึ่งเป็นศาสนาผีที่อยู่ในอีสานและลาว ซึ่งใบเสมาไม่เคยปรากฏพบในภาคอื่นเลยนอกจากอีสานของไทย ขณะที่ศิลาจารึกบ้านพันดุงก็ถือเป็นพัฒนาการมาจากหินตั้งเช่นกัน แต่ทำเป็นรูปแบบศิลาจำหลัก”
![]()
นครราชสีมา เมืองชายแดนที่ไม่ได้อยู่ใต้อิทธิลของกัมพูชา
แม้ว่าในนครราชสีมาจะมีศิลปะเขมรจำนวนมาก แต่จากจารึกศรีจนาศะที่เมืองโบราณเสมา อ.สูงเนิน ได้กล่าวว่า เมืองศรีจนาศะเป็นเมืองที่อยู่นอกกัมพุชเทศ (ประเทศกัมพูชา) นั่นแปลว่านครราชสีมาไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของกัมพูชา แต่เป็นเมืองชายแดนที่ส่งอิทธิพลขอมกลับไปกลับมาระหว่าง 2 เมือง
“ท่านต้องแยกระหว่างเขมรกับกัมพูชา ผมยืนยันว่าเราต้องใช้คำว่าศิลปะเขมร เพราะเขมรเป็นวัฒนธรรมร่วมของกัมพูชา ไทย และลาว จึงเป็นไปไม่ได้ที่วัฒนธรรมเขมรจะอยู่ในกัมพูชาอย่างเดียว เพราะบางช่วงเวลาอิทธิพลเขมรที่มีอยู่ในประเทศไทยก็ส่งอิทธิพลให้แก่กัมพูชาเช่นเดียวกัน เช่น ปราสาทพิมาย ผมยืนยันว่าปราสาทพิมายเป็นต้นแบบในการสร้างปราสาทนครวัดในกัมพูชา ฉะนั้นอิทธิพลเขมรในบ้านเราก็ส่งอิทธิพลให้เขาเช่นกัน โคราชจึงเป็นเมืองชายแดนตั้งแต่ไหนแต่ไร เพิ่งไม่เป็นเมืองชายแดนในสมัย ร.5 นี้เอง”
![]()
ศิลปะนครวัด ต้นแบบคือศิลปะพิมาย
อีกหนึ่งโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ คือ เศียรนาคของแท้ที่ได้จากปราสาทพนมรุ้ง
โดยส่วนใหญ่เศียรนาคจะเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย บางส่วนเก็บที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และมีที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์อีกส่วนหนึ่ง จะเห็นว่าลวดลายลักษณะเป็นนาคแบบนครวัด มีพังพานติดกัน สร้างขึ้นช่วงพุทธศตวรรษที่ 17
“จริงๆ มีนักวิชาการหลายคนรวมถึงผมด้วย เสนอว่าไม่ควรเรียกศิลปะแบบนครวัดแล้ว มันควรเรียกว่าศิลปะแบบพิมาย เพราะมีเอกลักษณ์บางอย่างเป็นของตัวเอง เป็นอิทธิพลเขมรจากไทยที่ส่งกลับไปให้นครวัด แล้วนครวัดก็ส่งกลับมาที่เรา เป็นการส่งกลับไปกลับมาเพราะขณะนั้นไม่มีพรมแดน”
![]()
อีกชิ้นที่น่าสนใจ “พระพุทธรูปที่เป็นศิลปะนครวัดต่อบายน” ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 เนื่องจากว่าสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นับถือพุทธแบบมหายาน จึงสั่งให้ปั้นพระพุทธรูปซึ่งมีลักษณะเหมือนตัวเองเพราะปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า
“หลายคนถามว่าทำไมเราต้องศรัทธาพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในเมื่อเป็นกษัตริย์เขมร แต่ที่จริงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีแม่เป็นคนพิมาย แล้วราชวงศ์มหิธรปุระเป็นราชวงศ์ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่พิมาย จึงชัดเจนว่าทำไมพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงสร้างถนนที่เรียกว่าเส้นทางราชมรรคามาสิ้นสุดที่เมืองพิมาย เหตุเพราะต้องการสร้างถนนเส้นนี้มาถึงเมืองที่เป็นของพระราชมารดา หรือเมืองของบรรพบุรุษ”
![]()
พระคเณศ หลักฐานสำคัญยืนยันว่ากลางเมืองโคราชเคยมีปราสาทเขมร
อีกหนึ่งชิ้นสำคัญที่ทำให้เชื่อได้ว่ากลางเมืองโคราชเคยมีปราสาทเขมร นั่นคือ เทวรูปพระคเณศที่พบกองอยู่ข้างสถานพระนารายณ์กลางเมืองนครราชสีมา
อาจารย์พิทักษ์ชัย เล่าเรื่องราวขณะที่ลูกทริปยืนมุงดูพระคเณศอย่างใจจดใจจ่อว่า จากภาพถ่ายเก่าสมัย ร.5 จะเห็นว่าบริเวณสถานพระนารายณ์มีพวกเทวรูปกองอยู่ค่อนข้างเยอะ มีทั้งทับหลังซึ่งเป็นชิ้นส่วนอาคาร มีส่วนประดับยอดปราสาทที่ตกอยู่ มีเทวรูปพระนารายณ์องค์หนึ่ง เทวรูปพระคเณศ 2 องค์ ปัจจุบันองค์หนึ่งอยู่ที่สถานพระนารายณ์ อีกองค์หนึ่งอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระมหาวีรวงศ์
“จากภาพถ่ายนี้ทำให้ผมสงสัย เคยบรรยายท่ามกลางเสียงดังอื้ออึง เพราะผมพูดว่ากลางเมืองนครราชสีมาเคยมีปราสาทเขมรหลังหนึ่งตั้งอยู่ ผมพูดตั้งแต่ปี 2556 ก็ไม่มีคนเชื่อ 10 ปีผ่านไปตอนนี้เป็นที่เชื่อถือแล้วว่ากลางเมืองนครราชสีมาเคยมีปราสาทเขมรหลังหนึ่งตั้งอยู่ และ สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นปราสาทเขมร 3 หลัง ตั้งอยู่บนพื้นที่เดียวกันด้วย หลังหนึ่งน่าจะประดิษฐานศิวลึงค์แต่หายไปแล้ว หลังหนึ่งน่าจะประดิษฐานเทวรูปพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ อีกหลังหนึ่งน่าจะประดิษฐานเทวรูปพระคเณศ ซึ่งพระคเณศนี้ประดิษฐานหลายองค์ได้”
![]()
แต่คำถามสำคัญที่ทำให้คนรุ่นหลังต้องขมวดคิ้ว คือ แล้วปราสาทเหล่านั้นหายไปไหน?!
“น่าจะหายไปในช่วงที่สมเด็จพระนารายณ์ขึ้นครองราชย์ ท่านโปรดให้รื้อปราสาททั้งหมดแล้วมาสร้างเป็นซุ้มประตูเมืองนครราชสีมา แล้วชิ้นส่วนทั้งหมดไม่กล้าเอาไปใช้ทำกำแพงเมืองเลยไปกองไว้ด้านข้าง ตรงบริเวณที่เป็นพื้นที่ปราสาทเดิม แล้วสร้างโบสถ์ทับ ช่วงหนึ่งมีการสูบน้ำออกจากโบสถ์ ทำให้เจอศิลาแลงที่ตกอยู่ด้านในพอสมควร นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าตรงนั้นเคยมีปราสาทหลังหนึ่งตั้งอยู่ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 ที่กำหนดอายุได้ ก็ดูจากเทวรูปทั้งหลายที่มีอายุศิลปะแบบเกาะแกร์ ทับหลังก็ศิลปะแบบเกาะแกร์ ซึ่งมันอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 ดังนั้นพระคเณศองค์นี้จึงช่วยคลี่คลายประวัติศาสตร์เมืองนครราชสีมาได้พอสมควร”
![]()
เสาหลักเมืองเก่า ที่ถูกรื้อถอนโดยกองทัพเจ้าอนุวงศ์
เสาหลักเมืองที่วางตั้งเด่นในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ได้ระบุที่มา แต่บรรดานักวิชาการสันนิษฐานกันว่าเป็นเสาหลักเมืองเดิมของนครราชสีมา แต่ถูกถอนออกมาในช่วงที่เจ้าอนุวงศ์ยกกองทัพมาตีตอนสงครามสยามเวียงจันทน์ ช่วงปี 2369 หรือ 200 ปีที่แล้ว
ตอนที่เจ้าอนุวงศ์ยกทัพมาถึงโคราช กองทัพได้ทำลายกำแพงเมืองฝั่งด้านทิศตะวันออกกับทิศใต้ ทำลายสิ้นทุกสิ่ง อะไรที่ตั้งอยู่ก็รื้อออกทั้งหมด และสิ่งสำคัญที่จะทำให้เมืองไม่เป็นสิริมงคลอีกต่อไปก็คือการถอนเสาหลักเมืองทิ้ง แล้วเอามาวางกองทิ้งไว้ที่ข้างศาลหลักเมือง
กระทั่งรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ มานครราชสีมา ในวันที่ 21-25 ธันวาคม พ.ศ.2443 จึงโปรดให้นำขึ้นบวงสรวงเพื่อให้เมืองเกิดสิริมงคล
เสาหลักเมืองจึงกลับไปอยู่ที่เดิมจนถึงสมัยรัชกาลที่ 9 ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินมาเจิมเสาหลักเมืองใหม่ จากนั้นเป็นต้นมาเสาหลักเมืองเดิมจึงถูกนำมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้
![]()
ย่าโมมีจริง และที่มาของการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
เรื่องราวของย่าโม หรือท้าวสุรนารี ที่คนโคราชเคารพศรัทธา เกิดขึ้นในช่วงสงครามสยาม-เวียงจันทน์ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเจ้าอนุวงศ์ได้ยกกองทัพเข้าตีโคราช แล้วกวาดต้อนชาวเมืองนครราชสีมาไปยังเวียงจันทน์ ช่วงนี้เองที่ได้เกิดวีรกรรมย่าโมที่ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับเจ้าอนุวงศ์ที่ทุ่งสัมฤทธิ์
“เหตุการณ์ที่ทุงสัมฤทธิ์นั้นที่จริงย่าโมมีส่วนสำคัญในการช่วยถ่วงเวลาเพื่อรอให้กองทัพสยามและกองทัพนครราชสีมามาช่วยได้ทัน ถามว่าเรื่องเล่านี้จริงหรือไม่ ในเอกสารใบบอกรัชกาลที่ 3 ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่ามีผู้หญิง คนแก่ และพระภิกษุ ลุกขึ้นมาต่อสู้กับเจ้าอนุวงศ์ ส่วนเรื่องท้าวสุรนารีนั้น มาปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 3 แต่ก็น่าสังเกตว่าอาจจะมีการเพิ่มเติมเรื่องนี้ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และเหตุการกบฏบวรเดช ซึ่งส่งผลต่อการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เพื่อให้เป็นอนุสาวรีย์สามัญชนคนแรกที่ถูกย่องย่องและมีอนุสาวรีย์ ดังนั้นถามว่าย่าโมมีตัวตนไหม ผมยืนยันว่าย่าโมมีตัวตนจริง เพราะตามเอกสารใบลานที่หอสมุดนครราชสีมาระบุว่าคุณหญิงโม ภริยาเจ้าเมืองนครราชสีมา สร้างพระคัมภีร์ถวายเป็นพุทธบูชา ดังนั้นย่าโมมีตัวตน แต่เรื่องการเรียกชื่อท้าวสุรนารีนั้น เรายังคงต้องหาหลักฐานเพิ่มเติมให้มากยิ่งขึ้นกันต่อไป เพราะพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 3 ฉบับนี้ มีการแก้ไขเพิ่มเติม”
อย่างไรก็ตาม จากเรื่องเล่าของย่าโม ทำให้เราได้เห็นว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอำนาจอะไร แต่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อบ้านเมือง หลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ย่าโมจึงเป็นสามัญชนคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นอนุสาวรีย์
ปัจจุบันผู้ที่เคารพศรัทธาย่าโมต่างไปกราบไหว้อัฐิของย่าโมที่วัดศาลาลอย แต่จริงๆ แล้วคนรู้น้อยมากว่า อัฐิย่าโมถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ในฐานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อีกส่วนอยู่ที่สถูปวัดศาลาลอย และอีกส่วนอยู่ที่พระอุโบสถหลังใหม่ของวัดพระนารายณ์
![]()
พระราชอาสน์ และพระราชดำรัสของ ร.9 ต่อชาวนครราชสีมา
ชิ้นสำคัญที่เปรียบเสมือนการเริ่มต้นของจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน คือ พระราชอาสน์สำหรับพระมหากษัตริย์
“ปกติเวลาที่พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า เสด็จฯ ไปที่ไหน จะมีการอัญเชิญพระราชอาชน์ในพระบรมมหาราชวังไปทอดถวาย ยกเว้นที่นครราชสีมา เพราะเมืองนครราชสีมามีชุดพระราชอาชน์ของเมืองเอง เป็นรูปทรงแบบฝรั่ง สร้างขึ้นโดยเจ้านายพระองค์หนึ่ง พระราชอาชน์ชุดนี้ ถือเป็นพระราชอาชน์ 3 รัชกาล คือ รัชกาลที่ 5 ตอนเสด็จมาเปิดเส้นทางรถไฟ ในขณะนั้น ร.6 ที่เป็นพระบรมโอรสาธิราชก็เสด็จฯ มาประทับด้วย และตอนที่รัชกาลที่ 9 ขึ้นครองราชย์ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทางรถไฟ”
รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินมาอีสานเป็นภาคแรกด้วยเส้นทางรถไฟ เมื่อถึงจังหวัดนครราชสีมา พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินีทรงประทับบนพระราชอาชน์คู่นี้ จากนั้นยืนขึ้นแล้วมีพระราชดำรัสต่อชาวนครราชสีมาประโยคหนึ่งสั้นๆ ว่า
“ขออวยพรให้ประชาชนและจังหวัดนครราชสีมามีความเจริญ”
จะเห็นว่าแม้จะเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ แต่ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่า เพื่อให้ชาวนครราชสีมาและอนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้และศึกษา สร้างความภูมิใจให้กับเมืองของตน เพราะการเรียนรู้เข้าใจและยอมรับอดีตนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการก้าวเดินไปสู่อนาคต
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
